กรณีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาระบุว่า ในปีนี้จะผลักดันการส่งออกสินค้า 3 กลุ่มให้ได้เงินเข้าประเทศถึง 1 ล้านล้านบาท แยกเป็นอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ 250,000 ล้านบาท สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม 500,000 ล้านบาท(แยกเป็นส่งออก และสร้างมูลค่าการผลิตในประเทศอย่างละครึ่ง) และอุตสาหกรรมบันเทิงอีก 300,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกลุ่มอัญมณี และเครื่องประดับ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เป้าหมายส่งออกอัญมณีปีนี้ที่ 250,000 ล้านบาท คงยาก แม้รัฐมนตรีพาณิชย์จะได้เจรจากับประเทศนามิเบียเพื่อเปิดให้คนไทยเข้าไปทำสัมปทานเหมืองเพชรพลอย รวมถึงมีแผนที่จะทำการค้าแบบแลกเปลี่ยน(บาร์เตอร์เทรด)สินค้าไทยกับวัตถุดิบอัญมณีจากนามิเบียเพื่อช่วยลดต้นทุน และเพิ่มยอดการส่งออกก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติยังเป็นเรื่องที่ยาก เพราะการซื้อขายวัตถุดิบเพชรยังถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกรายหนึ่งคุมกลไกตลาดอยู่ การนำเข้าโดยเสรีคงทำไม่ได้ง่ายๆ
"เป้าส่งออกอัญมณีฯที่ 2.5 แสนล้านบาทค่อนข้างเหนื่อยจากปีที่แล้วเราส่งออกประมาณ 1.8 แสนล้านบาทเพราะเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของอัญมณีไทยชะลอตัว ซึ่งยากที่จะไม่กระทบประเทศอื่น"
แหล่งข่าวกล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นซับคอนแทร็กต์ของรายใหญ่จะปิดตัวลงเรื่อยๆ เพราะเวลานี้แม้มูลค่าส่งออกอัญมณีจะเพิ่มขึ้นแต่เป็นผลจากการที่ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นทั้งทอง เงิน และวัตถุดิบอื่นๆ ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับราคาจำหน่ายตามต้นทุน แต่ในส่วนของจำนวนชิ้นงานไม่ได้เพิ่มขึ้นซึ่งจะกระทบต่อแรงงานในระยะต่อไป
ด้านนายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการ สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์)มียอดส่งออกรวมกันประมาณ 7,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 246,840 ล้านบาท(คำนวณที่ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ) แยกเป็นสิ่งทอ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการ์เมนต์ 3,360 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้คาดว่าสิ่งทอและการ์เมนต์จะมียอดส่งออกรวมกันราว 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 256,000 ล้านบาท(แยกเป็นสิ่งทอ 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการ์เมนต์ 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10%
ทั้งนี้การขยายตัวดังกล่าวจะเป็นผลจากการส่งออกไปยังตลาดที่ไทยได้จัดทำข้อตกลงทั้งนามประเทศไทย และในนามอาเซียนจะขยายตัวมากขึ้นจากความได้เปรียบเรื่องอัตราภาษี ทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และที่เตรียมลงนามคือเกาหลีใต้ ซึ่งในส่วนของสิ่งทอประเภทผ้าผืนมีแนวโน้มที่สดใสเพราะกฎแหล่งกำเนิดสินค้าต้องใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากไทยหรือในอาเซียน ในส่วนของเวียดนาม ที่ยังมีการผลิตผ้าผืนน้อยจะต้องนำเข้าจากไทย ขณะที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาร่วมพัฒนาผ้าผืนกับไทยซึ่งเป็นฮับสิ่งทอในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งหากอุตสาหกรรมต้นน้ำดี อุตสาหกรรมปลายน้ำคือการ์เมนต์ก็จะได้รับคำสั่งซื้อมากขึ้นตามไปด้วย
"การส่งออกสิ่งทอและการ์เมนต์ในปีนี้ที่ 2.5 แสนล้านบาทคงไม่มีปัญหาเพราะโดยปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาคงทำได้แน่นอน ซึ่งเราได้เสนอคุณมิ่งขวัญในเรื่องแนวคิดการเป็นฮับสิ่งทอและการ์เมนต์ของอาเซียนไปแล้วหากได้รับการสนับสนุนเราจะส่งออกได้อีกมาก"













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.