Switch to: uk
11 February 2012 02:41AM

เอกชนลุ้นปี?53ฟื้นยุคทองอุตฯสิ่งทอ

13 May 08 ,  Post Today
  • 0
เอกชน หวังผลข้อตกลงทุนหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน/อียู ฉลุยตามกรอบ ปี 2553 ช่วยอุตฯ สิ่งทอไทยฟื้นสู่ยุคทองอีกครั้ง

นายสุกิจ คงปิยาจารย์ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ปี 2553 คาดหวังว่าจะเป็นปีทองของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย หากการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ระหว่างอาเซียน-สหภาพยุโรป (อียู) ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2553 หลังจากที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จะทำให้คำสั่งซื้อสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในประเทศอียูกระจายมายังอาเซียน จากเดิมที่อียูนำเข้าจากจีนและอินเดียเป็นหลัก เมื่อถึงตอนนั้นบริษัทสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยจะเติบโตและขยายตัวแบบก้าวกระโดด และมีหลายบริษัทที่จะกลายเป็นบริษัทข้ามชาติจากคำสั่งซื้อที่เพิ่ม เข้ามาต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรือตั้งแต่การทอเส้นด้าย ผลิตผ้าผืน ไปจนถึงการตัดเย็บ เรียกว่า มีซัพพลายเชนที่ครบวงจร พร้อมรับคำสั่งซื้อที่จะเพิ่มขึ้นจากอียูได้ทันที เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วยกัน

นายสุกิจ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจะหมดปัญหาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า จากข้อตกลงนี้ด้วย ดังนั้น เมื่อรับคำสั่งซื้อจากอียูแล้วยังสามารถกระจายการผลิต ไปยังโรงงานที่เข้าไปตั้งในประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วย เพียงแต่ต้องควบคุมคุณภาพและส่งมอบสินค้าให้ตรงต่อเวลา ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเช่นกัน ที่ผ่านมาลูกค้าต่างมั่นใจในศักยภาพของผู้ผลิตไทยอยู่แล้ว

“สาเหตุที่อียูต้องการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวกับอาเซียน เนื่องจากต้องการสร้างตลาดให้สมดุลจากเดิมที่พึ่งพิงจีนและอินเดียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อกระจายตลาดมายังอาเซียนก็ทำให้กระจายความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง” นายสุกิจ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอียูจะให้สิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) แก่ผู้ผลิตเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ แต่วัตถุดิบบางชนิดยังต้องมีการนำเข้า ทำให้เสียเปรียบเมื่อเทียบกับอาเซียน ทั้งนี้ มั่นใจว่าหลังจากที่อียูบรรลุ ข้อตกลงดังกล่าวกับอาเซียนแล้ว ในอนาคตอันใกล้สหรัฐอาจเข้ามาทำข้อตกลงดังกล่าวเช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตนเอง

นายสุกิจ กล่าวว่า ขณะนี้ต้นทุน การผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของจีน เพิ่มขึ้นจากสาเหตุ 3 ประการ คือ 1.การขึ้นค่าแรงในประเทศเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 2.รัฐบาลลดการอุดหนุน และ 3.ค่าเงินหยวนที่แข็งขึ้น ทำให้ราคาสินค้าของจีน สูงขึ้น และจากผลดังกล่าว ส่งผลให้มีคำสั่งซื้อจำนวนหนึ่งกระจายเข้ามายังประเทศไทย ด้านนายปิลันธน์ ธรรมมงคล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีคำสั่งซื้อสิ่งทอเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น ลูกค้าส่วนหนึ่งย้ายมาจากจีน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าคำสั่งซื้อที่เพิ่มเข้ามามากขึ้นเพียงใด และต้องปรับเป้าประมาณการขยายตัวทั้งปีหรือไม่ อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า แม้คำสั่งซื้อจะเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการยังคงมีกำไรไม่มากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถปรับราคาขายได้ทั้งหมด

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) คาดว่าตลาดส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มปี 2551 จะมียอดส่งออก 7,608 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8% จากปี 2550 ที่มีมูลค่าส่งออก 7,092 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ คือ สหรัฐมีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1 คือ 31% คิดเป็นมูลค่า 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมา คือ อียู มีส่วนแบ่ง 20.3% มูลค่า 1.,350 ล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 3 คือ ตลาดอาเซียน มีส่วนแบ่ง 10.88% มูลค่า 578 ล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 4 คือ ญี่ปุ่นมีส่วนแบ่ง 5.89% มูลค่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ตลาดอาเซียนเป็นประเทศที่น่าจับตาในการส่งออกของไทย เพราะมีอาเซียนการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ปีละ 1.35 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปี 2550 ที่ผ่านมาไทยส่งออกไปอาเซียนมูลค่าเพียง 813 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น นับว่าผู้ประกอบการสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยยังไม่เล็งเห็นความสำคัญของตลาดอาเซียนมากนักทั้งๆ ที่แต่ละปีมีขยายตัว ปีละถึง 15%

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.