จะถือว่าเป็นเคราะห์ซ้ำ-กรรมซัดก็ไม่ผิดสำหรับผู้ส่งออกของไทยไปตลาดสหรัฐฯเพราะในปีนี้เจอมรสุมใหญ่ๆไปแล้วหลายเรื่องด้วยกันเริ่มตั้งแต่ตั้งแต่ต้นปีไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซับไพร์มตามมาด้วยวิกฤตปัญหาราคาน้ำมันแพงและล่าสุด “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์”หรือ “แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส” ที่มรสุมลูกหนี้ดูจะใหญ่โตอลังการจนรัฐบาลสหรัฐฯเองต้องออกมาอุ้มด้วยการอนุมัติเงินเข้าช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศมากถึง 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
คำถามที่ตามมาคือผู้ประกอบการไทยที่ค้าขายสหรัฐฯจะอยู่อย่างไรในสถานการณ์ดังกล่าว เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่ลดลงคำสั่งซื้อสินค้าจากไทยก็ลดลงเช่นกันและตลาดส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯคือหนึ่งใน 3 ตลาดส่งออกหลักของไทยที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีมูลค่าการส่งออกรวมกันมากกว่า 30% ของสินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งกรมส่งเสริมการส่งออกต้องเร่งหาตลาดใหม่เพื่อชดเชยการส่งออกที่ลดลงไป ความท้าทายนี้จะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2552 เพื่อให้แกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอย่าง “ส่งออก”พยุงประเทศให้อยู่รอดต่อไปได้อีกปี
‘เสื้อผ้า-อัญมณี’ อ่วม.!
จากการตรวจสอบตัวเลขการส่งออก 5 สินค้าสำคัญในตลาดสหรัฐอเมริกาของ “ผู้จัดการรายสัปดาห์” พบว่าสินค้าไทย 5 อันดับสินค้า (ม.ค.-มิ.ย.) ที่ส่งออกสำคัญได้แก่กลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ7.54, เสื้อผ้าสำเร็จรูปขยายตัวลดลงร้อยละ 5.41 , กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.68,อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.48 และผลิตภัณฑ์ยางขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.69
ทว่าจากวิกฤตทางการเงินล่าสุดของสหรัฐฯผู้ประกอบการไทยที่ส่งออก สินค้าสำคัญอาทิ คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า อัญมณีและเครื่องประดับ กำลังจะประสบปัญหาแม้ตัวเลขการส่งออกยังขยายตัวแต่ยังเป็นไปในอัตราที่ต่ำซึ่งมีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการส่งออกสินค้าจำพวกนี้จะมีปริมาณส่งออกลดลงเรื่อยๆ ซึ่งจากวิกฤตดังกล่าวทำให้สินค้าเหล่านี้กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในสายตาชาวสหรัฐฯไปแล้ว
กุ้งยังได้รับผลกระทบไม่มาก
ขณะที่อีกหนึ่งความหวังของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่ส่งออกไปคือส่งออกกุ้งแปรรูป “ไพบูลย์ พลสุวรรณา” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ในอุตสาหกรรมกลุ่มอาหารกุ้งจะเป็นสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะการส่งออกของไทยจะไปตลาดสหรัฐฯเป็นหลัก โดยกุ้งไทยที่ส่งไปขายจะเป็นกุ้งสำเร็จรูปแต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้กุ้งไทยถูกแทนที่ด้วยปลาบางชนิดที่ราคาถูกกว่า
อย่างไรก็ดีเชื่อว่าระยะสั้น 3 เดือนจากนี้ อาจไม่ได้รับผลกระทบทันที เพราะคำสั่งซื้อของปีนี้ได้สั่งซื้อล่วงหน้าเกือบทั้งหมดแล้ว ส่วนปีหน้าต้องเกาะติดให้ใกล้ชิดต่อไป
“วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐ ภาพรวมกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้รับผลกระทบไม่มาก หากเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ”ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ระบุ
กกร.จี้ “รัฐ”เร่งแก้ไขสถานการณ์
ด้านความเคลื่อนไหวของภาคเอกชนก็ตื่นตัวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทยได้ยื่นข้อเสนอแก้วิกฤตก่อนจะสายเกินไป ซึ่ง “สันติ วิลาศสักดานนท”ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หนึ่งในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน อธิบายเพิ่มเติมว่า ทางกกร.เสนอรัฐบาลให้ตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน หรือกรอ.เป็นวาระเร่งด่วนลำดับแรกเพื่อเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้วิกฤตปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
ด้านการส่งออกปี 2552 เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนมีความเป็นห่วงว่าจะขยายตัวในระดับที่ต่ำกว่าเป้าหมาย 15% ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการส่งออกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่เป็นตลาดหลัก ปัญหาครั้งนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่น ทำให้จีนที่เป็นคู่แข่งด้านการส่งออกสำคัญของไทย
“จะทำงานงานแบบตั้งรับไม่ได้แล้ว ต้องสำรวจว่าสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นอย่างไรหากสู้ไม่ไหว ก็ต้องปรับตัวหรือหาตลาดใหม่เข้าไปทดแทน”
อย่างไรก็ดีการหาตลาดใหม่ภาครัฐโดยกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้ามาสนับสนุนว่าสินค้าใดที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไม่ใช่ให้เอกชนดำเนินงานเองเพียงตามลำพังอย่างนี้เชื่อว่ายากที่จะประสบผลสำเร็จได้
พาณิชย์เชื่อส่งออกโต 20%
นอกจากนี้แล้วทางภาครัฐเองโดยกระทรวงพาณิชย์ที่ถือว่าเป็น “แม่งาน”ในการขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆกันซึ่งจากตัวเลขของกรมส่งเสริมการส่งออกล่าสุดรายงานว่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกายังคงขยายตัวได้ดี โดย 7 เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-กรกฎาคม) การส่งออกขยายตัวถึง 8% ขณะที่สัดส่วนของการส่งออกไทยไปสหรัฐฯอยู่ที่ 11% ของยอดส่งออกรวมทั้งหมดอย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีมาตรการในการผลักดันการส่งออก โดยการขยายฐานตลาดไปยังตลาดใหม่ รวมถึงเพิ่มช่องทางการขยายตลาดสินค้าให้กับตัวสินค้าที่มีความต้องการใช้ในชีวิตประจำวันสูง และมองหาลู่ทางการค้าสินค้าที่มีมูลค่าสูงทำตลาดด้วย
“ยังเชื่อว่าการขยายตัวภาคการส่งออกไทยในปีหน้าน่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก ส่วนการส่งออกในปีนี้จะยังคงทำได้ตามเป้าหมายที่ทางรมว.พาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 20% ถึงแม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัวลงตาม”ศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน
ส่วนแนวโน้มการขยายตัวของตลาดในปี 2552 ยังมีโอกาสขยายตัวได้เกือบทุกแห่ง ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน ส่วนตลาดใหม่ คาดว่าจะมีโอกาสขยายตัวดีต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งตลาดจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ แอฟริกาใต้ และมั่นใจว่าสัดส่วนการส่งออกระหว่างตลาดหลักกับตลาดใหม่จะมีสัดส่วน 50/50 ได้ในปีหน้า โดยสัดส่วนการส่งออกตลาดหลักกับตลาดใหม่ในปี 2551 ขณะนี้อยู่ที่ 51.2% กับ 48.8%
ดังนั้นเมื่อสหรัฐซึ่งเป็นพี่ใหญ่ประสบปัญหา ทำให้ภาครัฐและเอกชนของไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าจึงต้องหาหนทางในการแก้ไขเพื่อให้ธุรกิจของตัวเองเจ็บตัวน้อยที่สุด













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.