นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย อุตสาหกรรมปลายน้ำของสิ่งทอ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ถึงภาพรวมการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในปี 2551 ว่า คาดจะขยายตัวที่ 7-8% มูลค่าประมาณ 7,700-7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 261,800-265,200 ล้านบาท (คำนวณที่ 34 บาท/ดอลลาร์) เนื่องจากเวลานี้คำสั่งซื้อเพื่อส่งมอบถึงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าได้มีการสั่งซื้อไว้ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปัญหาการรับมอบสินค้า และยังไม่มีรายงานโรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มปิดตัวแต่อย่างใด
สำหรับสถานการณ์ในปีหน้าหากสถานการณ์วิกฤติทางการเงินยังลุกลามและส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างเลวร้ายที่สุดเชื่อว่าการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยอาจจะไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้ แต่ยังคงมีการซื้อขายกันอยู่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าท่ามกลางวิกฤติดังกล่าว การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยก็ยังมีโอกาสในการขยายตัวอย่างน้อย 2-3% ทั้งนี้แม้สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นสองตลาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติทางการเงินรอบนี้มากที่สุดทำให้เศรษฐกิจหดตัว ส่งผลให้โรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่สหรัฐฯและอียู ไปลงทุนไว้ในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาตอนเหนือต้องทยอยปิดตัวลงเพื่อลดค่าใช้จ่ายจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการผลิตในเอเชีย เนื่องจากอุตสาหกรรมขาดความครบวงจร
อย่างไรก็ตามจากการปิดโรงงานดังกล่าวมีความจำเป็นที่ทั้งสองภูมิภาคต้องหันมานำเข้าจากกลุ่มประเทศผู้ผลิตในเอเชียรวมถึงไทยมากขึ้น นอกจากนี้เป็นผลพวงจากผู้ส่งออกของจีนได้ลดการส่งออก และหันทำตลาดในประเทศมากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ คนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง และการขายในประเทศยังได้กำไรมากกว่าส่งออก ขณะเดียวกันเวลานี้โรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในจีนเป็นจำนวนมากเริ่มทยอยปิดตัวลง เพราะต้นทุนค่าแรงสูงขึ้นและมีปัญหาสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้จากการที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งลาว เวียดนาม และกัมพูชาซึ่งเป็นแหล่งผลิตต้นทุนต่ำยังขาดความครบวงจรของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าผืนซึ่งเดิมเคยนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่จากการที่ซัพพลายในจีนลดลง จะทำให้ประเทศเหล่านี้หันมานำเข้าผ้าผืนจากไทยมากขึ้น อีกทั้งจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) และเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นจะทำให้ญี่ปุ่นย้ายฐานการสั่งซื้อมาที่ไทยเพิ่มขึ้น เพราะไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ครบวงจรและมีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาค
"ปีหน้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มน่าจะขยายตัวได้อย่างน้อย 2-3% และคงแตะ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพราะความต้องการในโลกยังมี โดยจากนี้ไปตลาดอาเซียนและญี่ปุ่นจะเป็นตลาดที่สำคัญ ซึ่งจากวิกฤติครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของบริษัทที่มีการปรับตัวเอง ขยันหาลูกค้า และมีสินค้าใหม่ๆ นำเสนอลูกค้าตลอดเวลา ในภาพรวมโรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มกว่า 2,000 โรงในเวลานี้ยังไปได้ และยังไม่มีการปรับลดหรือเลิกจ้างคนงานที่มีอยู่ทั้งระบบอุตสาหกรรมกว่า 1 ล้านคน อย่างเลวร้ายที่สุดคงแค่ลดโอที แต่คิดว่าปีหน้าสถานการณ์คงไม่รุนแรง แม้จะไม่ขยายตัวมากเหมือนเมื่อก่อน"
อนึ่ง การค้าสิ่งทอโลกมีมูลค่าประมาณ 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีโดยเอเชียเป็นแหล่งผลิตป้อนสัดส่วน 75-78% (จีน 35% อาเซียน 20% อินเดียและบังกลาเทศ 17-18% และอื่นๆ) ที่เหลือมาจากอเมริกากลาง อเมริกาใต้ ยุโรปตะวันออก และแอฟริกาตอนเหนือ













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.