Switch to: uk
23 May 2012 04:38AM

ไทยการ์เมนต์.. ตกบัลลังก์ แต่ยังหวังทวงแชมป์

17 Jul 09 ,  bangkokbiznews.com
  • 0

วิกฤติเศรษฐกิจลามไปทุกอุตสาหกรรมไม่เว้นสิ่งทอ-เครื่องนุ่มห่ม ไทยการ์เมนต์ ผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่ม "เบอร์1" ยังต้องตกบัลลังก์แถมเลย์ออฟคนงาน

นี่คือ สัญญาณบ่งบอกถึง "ความรุนแรง" ของปัญหา ทว่า ผู้บริหารยังไม่ถอดใจ ซุ่มเงียบพัฒนาคนงานที่เหลือ ยกระดับให้เป็นแรงงานฝีมือระดับ "Multi Skill" ร่วมกับสถาบันการศึกษาผลิตคนที่ตอบสนองอุตสาหกรรม

รอวันฟ้าเปิด เศรษฐกิจฟื้นกลับมาอีกครั้ง พร้อมเป้าหมายของการ "ทวงแชมป์" คืน

"ราชาสิ่งทอ" สมญานามที่ไทยเคยได้รับฐานที่เป็น "แหล่งผลิต" สิ่งทอรายใหญ่ติดอันดับโลกต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ดึงดูดให้ทั้งคนไทยและต่างชาตินับพันรายเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสิ่งทอต้นน้ำ-ปลายน้ำกันคึกคัก จนทำให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้กว่า 8 แสนอัตรา

ทว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมนี้กลับอยู่ในอาการ "ทรุดหนัก" เมื่อเกิดปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ (วิกฤติซัพไพรม์ ปี 2551) และกลายเป็นมรสุมหนักหน่วง

ลางร้ายของคนในอุตสาหกรรมนี้เริ่มชัดขึ้นๆ นับแต่บัดนั้น

หลายโรงงานต้องปิดกิจการ เลย์ออฟคนงานนับพันคน ล่าสุดบริษัทบอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) ผู้ผลิตชุดชั้นในและว่ายน้ำ "ไทรอัมพ์" ประกาศปลดคนไปแล้วกว่า 1,800 คน

อย่าว่าแต่โรงงานสิ่งทอรายเล็ก-รายกลาง แม้แต่ผู้ส่งออก "เบอร์หนึ่ง" ของวงการเครื่องนุ่งห่มอย่าง "ไทยการ์เมนต์เอ็กซปอร์ต" (บริษัทแม่อยู่ในฮ่องกง ในเครือ TAL Group) บริษัทที่เคยครองความเป็นแชมป์ส่งออกมานานนับสิบปีก็ต้องเผชิญกับภาวะขาลงจนตก "บัลลังก์แชมป์" ไปเมื่อปี 2551 โดยเสียแชมป์ให้กับ ไนซ์ แอพพาเรล ผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬา ไปเรียบร้อย

ที่ผ่านมาไทยการ์เมนต์ จำต้อง "ลดคนงาน" เพื่อลดต้นทุนดำเนินงานให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตที่เหลืออยู่น้อยนิด

ช่วงเวลา 7 เดือนที่ผ่านมา คนงานของไทยการ์เมนต์กว่า 1,900 คนถูกลอยแพ เมื่อนายจ้างเลือกที่จะสละเรือเพื่อรักษากิจการไว้

คนงานที่เหลือก็ถูกพัฒนาให้เป็นแรงงานแบบ "Multi Skill" สามารถตัดเย็บเสื้อได้ทั้งตัว แทนการตัดเย็บเฉพาะส่วน

ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การติดตามของ สมบูรณ์ เจือเสถียรรัตน์ กรรมการบริหาร บริษัทไทยการ์เมนต์ ผู้ร่วมงานกับไทยการ์เมนต์มานานกว่า 37 ปี เห็นการเปลี่ยนแปลงของไทยการ์เมนต์มาตลอด ตั้งแต่ยุคตั้งไข่ ยุครุ่งเรืองเฟื่องฟู จนมาสู่ยุคเผชิญมรสุมลูกโต

หากจะเปรียบเป็นกราฟชีวิต 40 ปีของไทยการ์เมนต์ สมบูรณ์บอกว่า เส้นกราฟไม่เคยตก ไม่ว่าจะเป็นยุคที่สิ่งทอยังมีโควต้า ไปจนถึงยุคฟรีโควต้า มือปืนรับจ้างอย่างไทยการ์เมนต์ก็ยังคงผลิตเสื้อผ้าแบรนด์เนมป้อนให้กับบริษัทในต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคเริ่มต้นของ "ฟรีโควต้า" (ปี2549) ถือเป็นยุคเฟื่องฟูที่สุดแล้ว

เป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญ ทำให้ไทยการ์เมนต์กลายเป็นเจ้าแห่งการผลิตเสื้อผ้าประเภทแบรนด์เนม ครองความเป็นผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งติดต่อกันมากกว่า 10 ปี ไม่มีประวัติการปลดคนมาก่อน

อัตราเติบโตของไทยการ์เมนต์เพิ่มขึ้นทุกปี ตามกำลังการผลิตและยอดขายที่ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 7-8% บางปีกระโดดไปถึง 10% ก็เคยเห็นมาแล้ว

"พอยกเลิกโควตาสิ่งทอราวปี 2549 ถือเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเรา เคยมีมูลค่าส่งออกสูงถึง 210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7,770 ล้านบาท (37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)  ถือเป็นปีที่เราส่งออกมหาศาล ตอนนั้นมีคนงานเกือบหมื่นคน

หลังจากนั้นยอดส่งออกก็ค่อยๆ ลดลง จนปีที่ผ่านมา (2551) มูลค่าส่งออกลดลงเหลือ 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หล่นมาเป็นเบอร์สองในการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม แต่ธุรกิจยังคงขยายตัวเป็นบวก อยู่ที่ 2.4%"

ไม่เพียงแค่การตกอันดับเป็นเบอร์ 2 สมบูรณ์ยังคาดการณ์ว่า ปีนี้มูลค่าส่งออกของไทยการ์เมนต์จะลดลงไปอีก เนื่องจากช่วงต้นปีคำสั่งซื้อลดลงไปมาก จึงมีโอกาสเช่นกันที่จะเห็นการตกชั้นจากเบอร์ 2 เป็นเบอร์ 3

"วิกฤติซัพไพรม์ ถือเป็นสัญญาณเตือน เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของไทยการ์เมนต์ เราถูกแรงกระแทกที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลามมาถึงสถาบันการเงิน และสุดท้ายก็มาถึงสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างเสื้อผ้า

สหรัฐฯ เคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่เราส่งออกไปกว่า 50% เมื่อลูกค้าหลักไม่มีเงินและมีความเสี่ยง เลยทำให้คำสั่งซื้อค่อยๆ ลดลง"

ทว่าไทยการ์เมนต์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยพยายามยึดหลักการบริหารจัดการแบบมียุทธศาสตร์เคลื่อนตัวให้ทันกับสภาพตลาด

เช่น เมื่อลูกค้าในตลาดสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการรับคำสั่งซื้อ

หรือเมื่อลูกค้ายังขอลดราคากระหน่ำมากกว่าสถานการณ์ปกติที่เคยค้าขายกัน หรือมากกว่า 10-20% ก็ต้องพิจารณาไปตามความเหมาะสม

การปรับตัวให้ทันกับสภาพตลาดครั้งสำคัญ คือการตัดสินใจเฉือนต้นทุนด้วยการลดคนงาน ที่ถือเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ 50-60%

"ครึ่งหนึ่งของรายจ่ายมาจากการจ้างงาน แม้เราจะพยายามลดต้นทุนด้านอื่นอย่างเต็มที่แล้ว ทั้งค่าพลังงาน ลดเงินเดือนผู้บริหาร ลดการใช้วัตถุดิบ เช่น ควบคุมการเบิกจ่ายเส้นด้าย แต่ก็ยังไม่เพียงพอ" สมบูรณ์กล่าว

ยังไม่นับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการแข็งค่าของเงินบาทที่สมบูรณ์บอกว่า การแข็งค่าของเงินบาททุก 1 บาท จะทำให้เกิดส่วนต่างของราคาสินค้ากว่า 3% นั่นคือรายที่หายไป

จนต้องเดินมาสู่จุดของการ "ปลดคนงาน" ถึง 2 รอบ

"หลังวิกฤติจนถึงปัจจุบัน เราใช้วิธีรัดเข็มขัด ดิ้นเพื่อออกจากวิกฤติ ก่อนจะไม่มีทางออกจนต้องปลดคนงานในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ตอนนั้นลดคนไป 800 คน พอมาถึงเดือนมีนาคมก็ลดคนงานเพิ่มอีก 1,100 คน

เรามีค่าใช้จ่ายจากการปลดคนงานทั้ง 2 รอบราว 200 ล้านบาท ตอนนี้เราเหลือคนงานประมาณ 5,000 กว่าคน ขณะที่กำลังการผลิตลดลงประมาณ 20-30%" สมบูรณ์เล่าและว่า แม้บางบริษัทจะแย้งว่า หากต้องการจะลดคนงานน่าจะบีบด้วยการลด "โอที" สุดท้ายคนงานก็จะลาออกไปเอง เพราะรายได้ลดลง

เช่น หากเป้าหมายต้องการลดคนงานประมาณ 750 คน ถ้าลดโอที ก็จะมีคนงานเดินมาขอลาออกเองประมาณ 350 คนต่อเดือนเป็นเวลา 2 เดือน จำนวนคนงานก็จะลดลงตามคาด

สำหรับไทยการ์เมนต์ไม่เลือกวิธีนั้น แต่เลือกที่จะเลย์ออฟแทน ซึ่งต้องใช้เงินทุนจ่ายชดเชย 1 แสนกว่าบาทต่อคนงาน 1 คน หากต้องการปลดคนงาน 750 คน ก็ต้องใช้เงินประมาณ 80 ล้านบาท

"เราเริ่มลดคนงานลงตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม เพราะมองว่าต้นปี 52 จะมีปัญหาแน่ ตอนนั้นเริ่มแข่งขันลำบาก โดยเฉพาะเรื่องการโค้ดราคา เพราะกลุ่มสินค้าที่ไทยการ์เมนต์ผลิตเป็นสินค้าไฮเอนด์ราคาแพง ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลงแน่นอน

เราเลยต้องลดคนงาน ไม่ใช่มองว่าไม่เป็นไร รอไปก่อนเดี๋ยวตลาดกลับมา เวลานั้นตลาดหดตัวรุนแรง คำสั่งซื้อลดลงมาก เราไม่สามารถรับสภาพกับการจ่ายค่าแรง ซึ่งเป็นต้นทุน 50-60% ได้อีกต่อไป" สมบูรณ์เล่า

แม้การปลดคนงานจะเป็นการให้ยาแรงเกินไป และดูเห็นแก่ตัว ทว่า การรักษาคนงานไว้ในภาวะที่กำลังการผลิตลดลงจะทำให้ทั้งบริษัทล้มทั้งยืน

ปลดคนงานจึงถือเป็นคำตอบเดียว ในห้วงเวลาที่ต้นทุนไม่สามารถแข่งขันทางราคาได้ สมบูรณ์ย้ำ

แต่คำสั่งซื้อกลับเริ่มกลับมาในเดือนพฤษภาคม ทำให้สมบูรณ์ถึงกับออกปากว่า รู้อย่างนี้คงไม่ตัดสินใจลดคนงานมากขนาดนั้น

นี่คือตัวอย่างของภาวะของธุรกิจที่เกินจะคาดเดา

เพราะการเลย์ออฟว่ายากแล้ว การเรียกคนงานกลับมาในความเห็นของสมบูรณ์กลับเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า !

"หลังออเดอร์เริ่มกลับมาในเดือนพฤษภาคม เราประกาศรับคนงาน 500 คนในเดือนเมษายน แต่ได้คนไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่า แรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนเริ่มย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมที่ไฮเทคมากขึ้น เนื่องจากบางคนเห็นว่างานเย็บผ้า เป็นงานที่น่าเบื่อ"

สมบูรณ์บอกว่า ขณะนี้บางโรงงานถึงกับจูงใจให้คนงานสนุกกับการทำงานด้วยการสร้างบรรยากาศในโรงงาน จัดสวนให้สวยงาม เช่น โรงงานเย็บเสื้อกีฬา ไนซ์ แอพพาเรล ของ ประสบ จีรวัฒน์วงศ์ และยังทุ่มจ้างคนงานจัมพ์เปอร์ที่สามารถกระโดดข้ามไปผลิตสินค้าได้ในทุกแผนก ด้วยค่าจ้างมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน หรือประมาณ 300-700 บาทต่อวัน

อย่างไรก็ตามสมบูรณ์ยืนยันว่า การปลดคนงานของไทยการ์เมนต์ ไม่ได้เกิดจากความต้องการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ต้นทุนถูกกว่า อย่างจีน และเวียดนาม เพราะไทยยังมีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งสินค้าที่มีนวัตกรรม เช่น เสื้อนาโน หรือเสื้อที่ใส่แล้วใหม่ตลอดเวลา รวมถึงเสื้อที่ไม่ต้องรีด

นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศเป้าหมายของการผลิตสินค้าป้อนให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูง ส่งมอบตรงเวลา เพราะบริษัทแม่ยังไว้วางใจฐานการผลิตในไทย

ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบค่าแรงระหว่างไทยกับจีนแล้ว ถือว่าปัจจุบันไม่ได้แตกต่างกัน

"ปีนี้จีนปรับค่าแรงเพิ่มเป็นเดือนละ 6,000 กว่าบาท จากที่เคยมีค่าแรงเดือนละประมาณ 2,500 -3,000 บาท ถือว่าตอนนี้ต้นทุนค่าแรงเท่ากับโรงงานสิ่งทอในไทยแล้ว ขณะที่ความชำนาญและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังต่ำกว่าไทย

ส่วนโรงงานในเวียดนาม แม้จะมีค่าแรงเดือนละประมาณ 2,000 บาท แต่ยังขาดความพร้อมด้านสาธารณูปโภค และอุตสาหกรรมที่นั่นก็ยังไม่ครบวงจร" สมบูรณ์ระบุและว่า ไทยการ์เมนต์ มีศูนย์บัญชาการอยู่ที่ฮ่องกง ดูแลนโยบาย และวางแผนการผลิต รวมถึงรับออเดอร์จากทั่วโลกก่อนจะกระจายไปยังฐานการผลิต 5 แห่งที่มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป การย้ายฐานการผลิตจึงไม่จำเป็น

โดยจีนจะชำนาญการผลิต กางเกง เสื้อโค้ท และเสื้อยืด ไทยชำนาญการผลิตเสื้อเชิ้ตชายและหญิง เสื้อโปโล เสื้อเด็ก เสื้อโค้ท และแจ๊คเก็ต เวียดนามชำนาญการผลิตเสื้อยืด อินโดนีเซียชำนาญการผลิตเสื้อเชิ้ต และมาเลเซียชำนาญการผลิตเสื้อยืด

สำหรับยุทธศาสตร์ของบริษัทแม่ที่ผลิตสินค้าป้อนให้กับลูกค้าแบรนด์เนมชื่อดัง ประกอบด้วย Ashworth, Banana Republic, Brooks Brothers Burberry, Callaway, Calvin Klein, Debenhams, Dillard's, DKNY, Dockers, Eddie Bauer, Foxcroft, Giordano, Givenchy, J Crew, JC Penney, John, Varvatos, Jos A Bank, Lands'End, LL Bean, Nordstrom, Paul Stuart, Polo, Sanyo, Talbots, Ted Baker, Theory ก็ได้พยายามพัฒนาตัวเองให้เป็นมากกว่าเพียงผู้ซื้อ ผู้ผลิต และผู้ขายสินค้า

โดยการรักษากลุ่มลูกค้าเหล่านี้ให้เป็นคู่ค้าที่แนบแน่น ลึกซึ้งกว่าซื้อมาขายไป หมายถึง การเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลตลาด ดูแลการผลิต ด้วยราคาที่เหมาะสม

สมบูรณ์ยังเชื่อว่า สักวันหนึ่งโรงงานไทยการ์เมนต์จะสามารถ "ทวงคืน" แชมป์ส่งออกกลับมาได้ หากประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานในไทย เทียบเท่ากับโรงงานในไต้หวัน คนงานมีความเป็นทีมเวิร์ค และมีความสามารถในทุกสายการผลิต

รวมไปถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน พร้อมกับพัฒนาการผลิตสินค้าประเภทนวัตกรรม

"ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะปรับทัศนคติของคนงานให้ไปสู่จุดที่ต้องการ แต่ก็ต้องทำ" เขากล่าว

ปัจจุบันไทยการ์เมนต์ได้พัฒนาบุคลากรด้วยการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งราชมงคล เทคนิคกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพ

เพื่อว่า เมื่อบัณฑิตเหล่านี้จบมา ก็พร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของอุตสาหรรมทันทีโดยไม่ต้องมาสอนกันใหม่ 

ส่วนจำนวนคนงานที่ลดลงเหลืออยู่กว่า 5,000 คน จากยอดการผลิต 10 กว่าล้านชิ้นต่อปี เขาบอกว่า สะท้อนให้เห็นว่า คนงานที่เหลืออยู่เป็นแรงงานระดับฝีมือ เป็นกลุ่มคนที่มีประสิทธิภาพในการผลิต มีทักษะการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งถือเป็นความจำเป็นของอุตสาหกรรมสิ่งทอถัดจากนี้

"ยุคต่อไปพนักงานหนึ่งคน จะต้องเย็บผ้าได้หลากหลาย กระบวนการผลิตจะเปลี่ยนไป จากการแบ่งกันเย็บ เช่น แขน ปก และคอ มาเป็นการแบ่งเป็นหนึ่งทีมงาน รับงานไปแล้วสามารถเย็บได้หนึ่งคนมากกว่า 1 ไลน์การผลิต เมื่อเย็บเสร็จก็สามารถช่วยงานคนอื่นได้ รายได้จะเพิ่มมากขึ้นตามความขยัน คนงานที่สามารถกระโดดไปทำงานส่วนอื่นได้ จะมีรายได้สูงกว่าคนงานปกติกว่า 300 บาทต่อวัน หรือมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน"

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.