ไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้ ประกอบด้วย ที่สุดของผ้าไทยที่หาดูได้ยาก อาทิ ผ้าไหมแพรวา หน้ากว้าง
1 เมตร จาก จ.กาฬสินธุ์ และผ้าไหมแพรวาลายช่อหยาด ซึ่งเป็นลายที่มีการคิดค้นและออกแบบขึ้นมาใหม่
นอกจากนั้นยังมีผ้าไหมยกทองลายครองราชย์ 60 ปี และผ้าไหมยกทองลายครุฑยุคนาค ที่ผลิตขึ้นเพื่อ
ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ รวมทั้งผ้าทอลายพญานาคคู่ ที่ได้รับรางวัล Unesco ปี 2004
ขณะที่ที่สุดของแฟชั่นโชว์ผ้าไทยที่ได้เหล่านายแบบนางแบบชั้นนำของไทยกว่า 60 ชีวิต มาแสดงผลงาน
และที่สุดสุดท้ายคือ เป็นผลงานการสร้างสรรค์ผลงานของ 3 สุดยอดดีไซเนอร์ชั้นนำของเมืองไทย ทั้ง สม
ชาย แก้วทอง แห่งห้องเสื้อ ไข่บูติค ศุภชัย วิวัฒนผล แห่งห้องเสื้อศุภชัย และ กัลยา ภูธนกิจ แห่งห้องเสื้อ
การิต้า โอเซล
**ที่สุดผ้าไทย
ส่วนหนึ่งของผ้าไทยที่นำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ ประกอบด้วย...
*ผ้าไหมมัดหมี่ลายเกล็ดเต่า จาก จ.ขอนแก่น
ผ้าไหมมัดหมี่ "ลายเกล็ดเต่า" เป็นลายผ้าไหมมัดหมี่ที่เกิดจากการจินตนาการของ ประนอม ทองประศาสน์
ชาวบ้าน อ.ชนบท จ.ขอนแก่น จากการที่มองเห็นกระดองเต่า แล้วเกิดแนวคิดที่ว่า เต่าเป็นสัตว์ที่อายุยืน
มั่นคง มีกระดองที่สวยงาม แสดงถึงความสมบูรณ์ของอาหารการกิน และถิ่นที่อยู่ ผ้าไหมลายเต่าจึงเกิด
จากแนวคิดที่ว่าผู้ใดได้สวมใส่จะมีสง่าราศี มีอายุยืนยาว ฐานะมั่นคง อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ จึงนำผ้า
มาผูกมัดเป็นลายผ้าไหมให้ดูเหมือนเกล็ดเต่า
*ผ้าไหมแพรวา จาก จ.กาฬสินธุ์
คำว่า แพร หมายถึง ผ้า วา หมายถึง ความยาวของผ้า 1 วา เรียกรวมกันว่า แพรวา จึงหมายถึง ผ้าที่มีความยาว 1 วา
ผ้าไหมแพรวามีที่มาจากชาวภูไทในแคว้นสิบสองจุไทย ได้อพยพครอบครัวมาประกอบอาชีพในภาคอีสาน
บริเวณรอบเทือกเขาภูพาน เขต อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล
ที่ 3 โดยชาวภูไทจะมีวัฒนธรรมประเพณีการแต่งกายที่แตกต่างออกไปจากคนในถิ่นอีสานทั่วไป และมีความสามารถพิเศษในการทอผ้าไหมด้วยการขิดและการจก ซึ่งลวดลายที่ปรากฏจะประณีต เรียบเนียน
เป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งผืน โดยมีลายดั้งเดิม คือ ลายนาค ลายพันมหา ลายเรืองหงส์ ลายช้าง ลายดอก
จันกิ่ง เป็นต้น
|
|
|
|
การทอผ้าแพรวาของชาวไทยภูไทในสมัยก่อน จะทอไว้เพื่อเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูล และจะทอ
เก็บไว้เพื่อใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น งานเทศกาล ประเพณีประจำปี
*ผ้าซิ่นตีนจก จ.สุโขทัย
ซิ่นตีนจกไทยพวนบ้านหาดเสี้ยวลายน้ำอ่าง เป็น 1 ใน 9 ลายโบราณของผ้าตีนจกไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว
อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ผ้าซิ่นตีนจกเข้ามาในประทศไทยพร้อมกับคนไทยเชื้อสายไทยพวน ที่อพยพมา
จากเมืองพวนตอนใต้ของหลวงพระบาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่สมัยของพระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยในการอพยพเข้ามาครั้งนั้น ก็ได้มีการนำเอาภูมิปัญญาทาง
ด้านการทอผ้าติดเข้ามาด้วย เป็นผ้าทอที่มีชื่อเสียง มีความโดดเด่นที่ลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
เรียกว่า ผ้าตีนจก
ในสมัยก่อนผ้าตีนจกจะนำไปต่อกับตัวซิ่น (ผ้าถุง) เพื่อทำเป็น ซิ่นตีนจก ไว้สวมใส่ไปในงานพิธีสำคัญๆ
เช่น งานแต่งงาน งานบวช หรืองานบุญประจำปีเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้มีการนำเอาภูมิปัญญาดังกล่าวมาเผย
แพร่ออกสู่สาธารณชน จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่มีความงดงามไม่แพ้ผ้าไทย
ชนิดอื่นๆ
**แฟชั่นโชว์ชุดผ้าไทย
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้ ก็คือ การแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไทย จากฝีมือของ 3 ดีไซเนอร์ชื่อ
ดัง แฟชั่นโชว์ครั้งนี้จึงมีความน่าสนใจไม่เหมือนใคร เพราะมีการนำเอาผ้าไหม ผ้าฝ้าย และผ้าทอ มาสร้าง
สรรค์เป็นชุดสวยๆ หลากหลายสไตล์
"ต้อม" วริทธิ์ธร เกียรติก้องทวี สไตลิสต์ผู้คัดเลือกผ้า และประสานงานดีไซเนอร์ของงานแฟชั่นโชว์ในครั้ง
นี้ บอกว่า คอนเซ็ปต์ของแฟชั่นโชว์ครั้งนี้แบ่งผ้าไทยออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าทอ
ลายต่างๆ
"เราให้โจทย์ผ้าไหมไปกับพี่ไข่ (สมชาย แก้วทอง) เพราะผ้าไหมเป็นผ้าที่ค่อนข้างประณีต ถ้าตัดเย็บไม่ดีก็
จะทำให้ดูแก่ ไม่น่าสวมใส่ เพราะฉะนั้น ก็เลยเลือกพี่ไข่ เพราะมีดีไซน์ที่เก๋ ทันสมัย และดีไซเนอร์น้องๆ
ในเมืองไทยก็ยกนิ้วให้เป็นอันดับหนึ่ง เพราะแม้แต่การจับจีบ การจับเดฟ แม้กระทั่งการใช้วัสดุบางอย่าง
เช่น ด้ายเส้นใหญ่ๆ พี่ไข่ก็เอามาเย็บลงผ้า และก็สวยมาก"
สมชาย แก้วทอง แห่งห้องเสื้อ ไข่ บูติค ผู้ดูแลแฟชั่นโชว์ในชุดผ้าไหม กล่าวว่า การทำชุดแฟชั่นโชว์ในครั้ง
นี้จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ในการใช้สอยให้มากที่สุด และคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ผ้าไทยนั้นสามารถนำ
มาสวมใส่ได้ทุกวัน เพราะส่วนใหญ่เรามักจะคิดกันว่าผ้าไทยดูแลยาก ใส่แล้วร้อน ไม่ทันสมัย แต่จริงๆ แล้ว
เป็นความคิดที่ผิด เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับการออกแบบ ซึ่งการออกแบบในครั้งนี้ตนเองก็จะออกแบบให้ดู
เรียบง่ายที่สุด และสามารถใช้ได้ในชีวิตจริง โดยจะนำมาตัดเป็นชุดที่สามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งชุด
ลำลอง ชุดทำงาน ชุดกลางวัน ไปจนถึงชุดราตรี โดยความพิเศษในการออกแบบในครั้งนี้ ต้องการโชว์เนื้อ
ผ้าให้มากที่สุด เพราะผ้าไทยเป็นผ้าที่มีความสวยงามในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคัตติ้งอะไรมากมาย เพราะ
จะไปทำลายความสวยงามของผ้าแต่ละชนิดให้สูญหายไป
วริทธิ์ธร เลือกผ้าทอให้เป็นผลงานของ "เหน่ง" ศุภชัย วิวัฒนผล แห่งห้องเสื้อศุภชัย "เพราะปกติพี่เหน่งก็ทำ
ผ้าทออยู่แล้ว ซึ่งคุณสมบัติของผ้าทอคือจะมีลายเยอะมาก ถ้าตัดเย็บไม่ดีก็จะเสียเนื้อผ้าไปเลย หรือถ้าวาง
ลายไม่ดี ลายผ้าก็จะไม่ต่อกัน ไม่สวยงาม และที่สำคัญ พี่เหน่งจะมีความถนัดในด้านการปักเลื่อม แม้
กระทั่งบางชุดเขาทอลายมาแล้ว พี่เหน่งก็ยังไปปักเลื่อมทับลายที่เขาทอมา ให้ดูสวยงาม น่าใส่ และดูมี
ราคามากขึ้นด้วย"
ศุภชัย วิวัฒนผล แห่งห้องเสื้อศุภชัย บอกว่า แรงบันดาลใจในการทำแฟชั่นผ้าทอครั้งนี้มาจากหลากหลาย
พื้นที่ ซึ่งในครั้งนี้ผ้าที่นำมาตัดชุดก็จะมาจากสุดยอดผ้าจากทั่วทุกภาคที่นำมาผสมผสานร่วมกัน เช่น บาง
ชุดอาจจะนำผ้าจากทางเหนือมาผสมผสานกับผ้าจากทางใต้ แล้วนำมาผสานในรูปแบบของตัวเอง
"ความยากง่ายของการตัดเย็บในครั้งนี้ อยู่ที่การต้องพิจารณาว่าผ้าชนิดใดที่เหมาะกับการออกแบบชุดอะไร
เช่น ผ้าทอพื้นเมือง ก็จะนำมาตัดเป็นชุดทำงานสำหรับสาวออฟฟิศ ส่วนผ้ายกดอกก็จะนำมาตัดเป็นชุดราตรี
และชุดกลางคืน ซึ่งก็ต้องใส่ลูกเล่นเพิ่มเติมเข้าไป เช่น การปัก เพราะพี่มีความถนัดเรื่องการปัก อุปกรณ์ที่
ใช้ก็จะเป็นลูกปัด หรืออาจจะเพิ่มผ้าชีฟอง ผ้าแก้วลงไปในชุดราตรี เพื่อให้เกิดความพลิ้วไหวของชุด และ
จะดูนิ่มนวลอ่อนหวานขึ้น"
ในส่วนของงานผ้าฝ้าย ย่อมตกเป็นโจทย์ของ "ตา" กัลยา ภูธนกิจ แห่ง การิต้า โอเซล ที่จะมาสร้างสรรค์ให้
เป็นหนึ่งในสุดยอดแฟชั่นโชว์ "จริงๆ ผมมองว่า ผ้าฝ้ายจะดูธรรมดาถ้าเทียบกับผ้าอื่นๆ คนอาจจะไม่ค่อยให้
ความสนใจเท่าไหร่ ก็คิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ผ้าฝ้ายได้รับความนิยม ก็เลยเลือกพี่ตา กัลยา มาทำ
เพราะพี่เขาทำเสื้อแนววัยรุ่นและดูเซ็กซี่ เหมาะกับสาวทันสมัยดี อยากให้ดูออกแนวสปอร์ตหน่อยๆ ดีไซน์
เก๋ๆ ก็น่าสวมใส่ได้เหมือนกัน และยิ่งได้ดีไซเนอร์เก่งๆ มาช่วยทำเสื้อ เสื้อก็จะดูทันสมัยมากขึ้น อาจจะทำ
ให้ผ้าของบ้านเราติดอันดับโลกขึ้นไปได้ คนต่างประเทศให้ความสนใจมากขึ้นกว่าเดิม และอาจจะเปิดกว้าง
กับตลาดให้กับผ้าไทยได้มากขึ้นด้วย"
ด้าน กัลยา ภูธนกิจ แห่งห้องเสื้อการิต้า โอเซล บอกถึงแรงบันดาลใจในการทำแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ว่า โจทย์ผ้า
ฝ้ายที่ได้รับมาทำให้ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผ้าพื้นเมืองต่างๆ เหล่านี้ สามารถตัดเย็บออกมาแล้วใส่ได้ใน
ชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังดูเท่ เก๋ เหมาะกับการสวมใส่ในทุกฤดูกาล "เพราะบางคนอาจจะรู้สึกว่าผ้าฝ้ายเป็น
งานแฮนด์เมดที่มีน้ำหนักและสีไม่เท่ากัน แต่ในความเป็นจริง ความเป็นธรรมชาติของผ้าฝ้ายนี่แหละที่จะ
ช่วยทำให้ผ้าดูสวยเก๋ ถ้ายิ่งมีการดีไซน์ที่ดี ก็ยิ่งทำให้ผู้สวมใส่ดูดี มีสไตล์มากขึ้นไปอีก เพราะเสน่ห์ของผ้า
ฝ้ายอยู่ที่ความเป็นธรรมชาติของเส้นใย อยู่ที่ลายที่เราอาจจะมองว่าเบสิกมากๆ แต่สิ่งนี้อาจจะเป็นเทรนด์
ใหม่ก็ได้ เพราะบางครั้งเราก็เบื่ออะไรที่เทคโนโลยีมากๆ แต่ผ้าฝ้ายเป็นธรรมชาติที่สุด ความเป็นสีน้ำเงิน สี
น้ำตาล อาจจะทำให้ดีไซน์ออกมาแล้วดูสวยงามได้ ด้วยลุคส์ที่เป็นธรรมชาตินี่แหละ"
อย่าพลาดที่จะเป็นส่วนหนึ่งในผู้สวมผ้าไทยอย่างเก๋ไก๋ และภาคภูมิกับภูมิปัญญาของชาติร่วมกัน
งาน "ที่สุดของผ้าไทย by OTOP หรือ Pha-Thai by OTOP : The Heavenly Hand-Woven Material" จัด
ขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม 2549 เวลา 10.00-22.00 น. ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารา
กอน













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.