เมื่อวันที่ 6 ก.ค. นายอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้ช่วยเลขานุการรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพื่อรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรี ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนัง รวมทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยภาคเอกชน เห็นว่าไทยควรเร่งเจรจาทำความตกลงการค้าเสรีกับอียู เพราะอียูเป็นตลาดหลักของไทย ประกอบกับกลุ่มสินค้าเหล่านี้ ไทยมีความสามารถในการแข่งขันสูง และมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการตลาดในอาเซียน นอกจากนี้ การค้าเสรีจะสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับไทยมากขึ้น
"ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สนับสนุนให้ไทยเร่งเจรจากับอียู เพราะภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์ เว้นแต่เครื่องหนัง ที่ยังขาดความพร้อมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องหนังของไทยประมาณ 20-40% ซึ่งสูงกว่าอียูที่ 3% ดังนั้น หากมีการตกลงทำเอฟทีเอกัน อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียตลาดในประเทศได้" นายอัครพลกล่าว
สำหรับสินค้าเครื่องหนัง ที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่พร้อมแข่งขันนั้น เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนามย่อม (เอสเอ็มอี) จึงเห็นว่าควรลดกำแพงภาษีแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้มีเวลาปรับตัวและเตรียมความพร้อมกับการแข่งขันในอนาคต โดยขอให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนและพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องหนังไทย โดยเฉพาะด้านการผลิตและการออกแบบอย่างจริงจัง













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.