โดยการเอาท์ซอร์สนั้น หากแบ่งประเภทตามลักษณะของสิ่งที่จัดจ้างออกไป ก็มีสองลักษณะ คือ จัดจ้างหรือจัดหากิจกรรมการดำเนินงานบางอย่าง หรือ วัสดุอุปกรณ์ชิ้นส่วนบางประเภท จากหน่วยงานภายนอก เช่นกิจกรรมด้านการรักษาความปลอดภัย การรักษาความสะอาด หรือ ผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นเพื่อใช้ในการประกอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย
อีกประเภทหนึ่ง คือ การเอาท์ซอร์สงานทั้งแผนกหรือทั้งฝ่าย ออกไปให้กับหน่วยงานภายนอกทั้งหมดเลย ซึ่งถือเป็นเทรนด์ตอนนี้เหมือนกันครับ เช่น เอาท์ซอร์สงานด้านบุคลากรทั้งหมดออกไปให้หน่วยงานที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ หรือ เอาท์ซอร์สฝ่ายการตลาดไปให้กับบริษัทเอเจนซี่ทางการตลาด เป็นผู้ดำเนินงานทั้งหมดให้กับกิจการ
และที่เห็นได้ชัดในบ้านเราตอนนี้ด้วยก็คือ การเอาท์ซอร์สฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ไปยังองค์กรไอทีภายนอก นัยว่าจะช่วยลดต้นทุนของการดูแลจัดการศูนย์ไอทีของกิจการเอง และยังได้มืออาชีพอย่างแท้จริงเข้ามาช่วยในการดำเนินงานดังกล่าวด้วย
และในขณะนี้ ก็เริ่มมีแนวโน้มใหม่ของการเอาท์ซอร์สเกิดขึ้นมาแล้วครับ นั่นคือ การเอาท์ซอร์สเพื่อสร้างนวัตกรรม หรือที่เรียกกันว่า Innovation Outsourcing นั่นคือกิจการที่จัดหาจากภายนอก เริ่มที่จะมีความต้องการมากขึ้น ไม่เพียงแต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง หรือบริการต่างๆที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องการความแปลกใหม่ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แนวทางในการดำเนินธุรกิจจากหน่วยงานที่รับจ้างเอาท์ซอร์สไปด้วยในเวลาเดียวกัน
อีกทั้งแนวโน้มนี้ ก็สอดคล้องกับสถานการณ์ที่คุกรุ่นในการแข่งขันธุรกิจเอาท์ซอร์สซิ่งของโลกเป็นอย่างมากอีกด้วย เนื่องจากขณะนี้ กิจการจากตะวันตกเริ่มสูญเสียธุรกิจให้กับหน่วยงานในเอเชียที่ดำเนินการรับจ้างทำกิจการต่างๆเหล่านี้ ได้ในต้นทุนที่ถูกกว่ามาก รวมถึงได้คุณภาพของการบริการไม่หนีกันเท่าไรนัก
ที่กำลังบูมสุดๆ ตอนนี้ก็คือ การรับจ้างบริการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของกิจการไอทีในอินเดีย ที่พร้อมไปด้วยบุคลากรที่มีทักษะทางด้านไอที มีความสามารถทางด้านภาษาสากล จำนวนบุคลากรก็มีอย่างล้นหลามทีเดียว นอกจากนี้ยังมีต้นทุนไม่ถึงครึ่งของที่จ้างในตะวันตก ทำให้บริษัททั้งในอเมริกาและยุโรป เริ่มสูญเสียงานลักษณะดังกล่าวให้กับอินเดียอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดปัญหาเช่นกันครับ
ดังนั้นองค์กรด้านการให้บริการไอทีระดับโลก อย่าง ไอบีเอ็ม และ แอคเซ็นเจอร์ จึงต้องเริ่มศักราชใหม่แห่งการแข่งขันการให้บริการทางด้านนี้ด้วย เพื่อไม่ให้ปริมาณธุรกิจตกไปอยู่ในมือของกิจการในอินเดีย อย่าง ทาทา คอนซัลติ้ง อินโฟซิส หรือ ไวโปร มากจนเกินไป
สิ่งที่องค์กรไอทีของตะวันตกเข้าสู่เกมการแข่งขันก็คือ เริ่มมองไปอีกขั้นหนึ่งของการเอาท์ซอร์ส ว่ากิจการลูกค้า ไม่ได้ต้องการแค่รับจ้างทำกิจกรรมให้เสร็จเรียบร้อยไปเท่านั้น แต่ยังต้องการคำแนะนำและไอเดียในการปรับปรุง พัฒนา ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆในกระบวนการทำงานของตนดังที่กล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งการให้บริการลักษณะนี้ ถือว่าเป็นมูลค่าเพิ่มอย่างมากที่จะหลีกหนีสงครามราคาจากกิจการต้นทุนต่ำในเอเชียทั้งหลาย
ซึ่งแนวคิดของลูกค้าเองก็เริ่มที่จะตอบรับกับการให้บริการเอาท์ซอร์สแนวนี้มากขึ้นนะครับ เนื่องจากเริ่มมองทั้ง "สองขา" ของธุรกิจมากขึ้น มิได้มองเพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยเพิ่มรายได้ในอนาคตอีกด้วย
ซึ่งจากผลการสำรวจที่สปอนเซอร์โดย SAP ระบุว่า 55% ของผู้บริหารระดับสูงทั่วโลกกล่าวว่า ต้องการได้รับโมเดลกระบวนการดำเนินงานทางธุรกิจรูปแบบใหม่ๆ เพื่อที่จะนำไปเพิ่มความสามารถทางการดำเนินงาน เช่น การปรับโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงานหลัก การพัฒนาความสามารถของบุคลากร การสร้างเครือข่ายพันธมิตร ฯลฯ
และส่วนใหญ่ของผู้บริหารคาดหวังที่จะได้คำแนะนำ ข้อคิด และไอเดียใหม่ๆในการสร้างนวัตกรรมในกระบวนการทำงานดังกล่าว จากที่ปรึกษาที่รับเอาท์ซอร์สงานด้านนั้นๆของตนไปด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ทำงานให้เสร็จไปในรูปแบบเดิมๆเท่านั้น แต่ต้องการให้ผู้รับเอาท์ซอร์สเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านต่างๆ ในฐานะผู้มีความเชี่ยวชาญในด้านนั้นๆครับ
ซึ่งประเด็นนี้ ถือว่าเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับกิจการตะวันตกที่มีทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในธุรกิจนี้มานาน ผ่านงานระดับโลกมามากกว่าบริษัทในอินเดีย ที่แม้จะมีต้นทุนต่ำกว่า แต่ก็ยังรับงานในลักษณะ ปฏิบัติการ เสียเป็นส่วนใหญ่ ยังมิได้ก้าวข้ามไปถึงการเป็นหน่วยงาน "วิจัยและพัฒนา" กลายๆให้กับลูกค้า รวมถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจแต่ละประเภท (Industry Specialist) ก็ยังมีน้อยกว่าองค์กรตะวันตกด้วย
ดังนั้นหน่วยงานใหม่ที่จะมาเป็นหัวหอกในการรุกธุรกิจนี้ ของกิจการระดับโลกที่กล่าวไปก็คือ Business innovation services หรือการให้บริการด้านนวัตกรรมธุรกิจกับลูกค้านั่นเอง
และแน่นอนว่า องค์กรระดับโลกเหล่านี้ จะมีการดำเนินงานในลักษณะของ "เครือข่ายระดับโลก" มากขึ้น โดยจะมีการไปตั้งศูนย์ให้บริการในเมืองหลักๆทั่วโลก โดยเฉพาะในท้องถิ่นที่มีบุคลากรหัวกะทิและต้นทุนต่ำ ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายก็คือ เข้าไปรุกในอินเดียนั่นเอง เช่น ไอบีเอ็ม ไปตั้ง Center for Business Optimization ในบังกะลอร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในศูนย์นี้ จะช่วยศึกษาและให้ไอเดียในการปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงานของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งบุคลากรทั้งหมดคือด็อกเตอร์ปริญญาเอกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆทั้งสิ้น
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญในบังกะลอร์ ยังสามารถที่จะติดต่อ แลกเปลี่ยนความเห็น ขอไอเดียจากผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มในศูนย์ซูริก ที่สวิส และผู้พัฒนาซอฟแวร์ในศูนย์ยามาโต จากญี่ปุ่นได้อีกด้วย เพื่อให้บริการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดครับ
โดยลูกค้าซึ่งตอนนี้ เป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกเช่นกัน อาทิ จีเอ็ม ก็ให้การตอบรับอย่างมาก และระบุว่าได้รับประโยชน์จากบริการในลักษณะนี้มากทีเดียว ดังนั้นรูปแบบใหม่ของการเอาท์ซอร์สคงไม่หยุดแค่ให้บริการพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นกึ่งๆพันธมิตรในการพัฒนา ของกิจการลูกค้าด้วย ซึ่งถือเป็นการปรับตัวที่รุนแรงของอุตสาหกรรมนี้ ที่ผู้เล่นคงต้องก้าวให้ทัน โดยเฉพาะผู้รับเอาท์ซอร์สในโลกตะวันออกอย่างเราๆ ที่บางครั้งต้นทุนที่ต่ำกว่า ก็มิใช่ทุกคำตอบของความสำเร็จเสมอไป
เอาท์ซอร์สเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่มีผู้กล่าวขวัญถึงเป็นอย่างมากในช่วงเวลาไม่นานนี้ เนื่องจากจะช่วยกิจการให้ได้รับบริการที่เป็นมืออาชีพจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เนื่องจากไม่ต้องแบกรับภาระโสหุ้ยต่างๆไว้เองทั้งหมดครับ อีกทั้งยังทำให้กิจการสามารถนำทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่อย่างจำกัด ไปมุ่งเน้นกับกิจกรรมที่สร้าง "มูลค่าเพิ่ม" ต่อสินค้าบริการของกิจการอย่างแม้จริงมากกว่า













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.