หนึ่งในกลุ่มทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในคราวนี้คงหนีไม่พ้นชาวญี่ปุ่น ที่เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดของไทย นายเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทร กรุงเทพฯ ได้แสดงทรรศนะถึงโอกาสของไทยในอนาคต ทั้งเพียงลำพังและโดยการรวมกลุ่มกับชาติอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ว่ายังคงมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างชาติมากน้อยเพียงใด ไว้ดังนี้
จุดแข็งของไทย
ไทยมีจุดเด่นหลายประการ ได้แก่ สถานที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีแรงงานที่มีทักษะ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี อย่างระบบถนนและท่าเรือ รวมทั้งมาตรการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาล และที่สำคัญคือทัศนคติในการให้การสนับสนุนภาคธุรกิจของรัฐบาลที่มีมาเป็นเวลาหลายปี และหวังว่าจะมีต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ ไทยมีการรวมกลุ่มของอุตสาหกรรม (cluster) ที่ให้การสนับสนุนกันและกันอยู่แล้ว นี่เป็นปัจจัยที่แข็งแกร่งมากสำหรับไทย อย่างเช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การรวมกลุ่มกันในลักษณะนี้พบเห็นไม่มากในส่วนอื่นของภูมิภาคอาเซียน แม้แต่ในอินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย ไทยเป็นคลัสเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด และโครงสร้างดังกล่าวสร้างขึ้นไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องใช้ความพยายามเป็น 10-20 ปี
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไทยควรพัฒนาคือ เตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขยายตลาดสำหรับอุตสาหกรรมภายในประเทศ นั่นจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เพราะจะได้ประโยชน์จากขนาดของการผลิตภายในภูมิภาค นอกจากนี้อาจจะต้องมีการเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาด้วย
ส่วนการแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน แต่ละประเทศก็มีจุดแข็งเป็นของตัวเอง เช่น อินโดนีเซียมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่จากจำนวนประชากรที่มาก ขณะที่ไทยมีความแข็งแกร่งด้านฐานการส่งออก จากเหตุผลที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนและท่าเรือที่ดี กัมพูชา เวียดนาม และลาว ได้เปรียบเรื่องค่าแรงที่ถูกกว่า ผิดกับค่าแรงในไทยที่สูงขึ้นเกือบจะเทียบเท่ากับระดับของค่าแรงในจีนแล้ว
ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รัฐควรฟังเสียงเอกชน
ตามความเข้าใจคือ ค่าแรงนั้น เพิ่มขึ้นตามเวลาและตามการพัฒนาของเศรษฐกิจอยู่แล้ว ซึ่งในระดับหนึ่งก็ช่วยให้อุตสาหกรรมเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มผลผลิต และช่วยกระตุ้นความต้องการภายในประเทศตามมา ดังนั้น ผมไม่คัดค้านทิศทางการเพิ่มขึ้นของค่าแรงในอนาคตหรือของนโยบายโดยรวม แต่เวลานี้เกิดอุทกภัย หลายบริษัทยังเดือดร้อนในการจัดการกับปัญหาที่ประสบอยู่ในปัจจุบัน หวังว่ารัฐบาลจะนำปัจจัยดังกล่าวมาพิจารณา คอยติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดว่าภาคธุรกิจฟื้นตัวอย่างไร และนำมาพูดคุยกับทางผู้ประกอบการ มิฉะนั้น บางบริษัทอาจจะไม่สามารถจ้างคนงานได้ ซึ่งเป็นจุดที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
เซ็ทซึโอะ อิอุจิเซ็ทซึโอะ อิอุจิ ..ลดกำแพงการค้าในอาเซียน
หลังการรวมกลุ่มเป็น AEC อาเซียนทั้งภูมิภาคจะเป็นฐานทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการเห็นก็คือกำแพงการค้าที่ลดน้อยลงระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นการขยายความร่วมมือทางการค้า อาทิ แนวคิด RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ที่มีการตกลงให้ดำเนินการศึกษาเพื่อนำมาพูดคุยกันในอนาคตในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS)ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
แนวคิดดังกล่าวเป็นการขยายกรอบความร่วมมือ Economic Partnership Agreement (EPA) และข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่เดิมซึ่งมีอาเซียนเป็นศูนย์กลางออกสู่ประเทศคู่เจรจาใน ASEAN+3 และ +6 การขยายความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลางได้อย่างดี และอาเซียนจะสามารถดึงดูดการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคได้มากขึ้น
ขยายการเชื่อมโยงสู่อินเดีย
เมื่อเปรียบเทียบอาเซียนกับประเทศอื่นๆ อย่างในประเทศจีน ปัญหา (ของจีน)คือค่าแรงเพิ่มสูงขึ้น มีความขัดแย้งด้านแรงงาน รัฐบาลยังควบคุม และมีการแข่งขันจากบริษัทท้องถิ่น อย่างไรก็ดีจีนมีตลาดในประเทศขนาดใหญ่ ดังนั้นบริษัทต่างๆ ก็ยังอยู่ที่นั่น ขณะที่ในอาเซียน รัฐบาลหลายประเทศให้การสนับสนุนภาคธุรกิจและการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญมาก
อินเดียเป็นอีกหนึ่งในเป้าหมายการลงทุน เราจึงอยากเห็นการค้าที่เพิ่มขึ้นระหว่างอาเซียนและอินเดีย รวมถึงญี่ปุ่นและอาเซียน ถ้าญี่ปุ่น อินเดีย และอาเซียน มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น อาเซียนจะได้มีโอกาสมากขึ้นในฐานะศูนย์กลางธุรกิจ ในปัจจุบันนี้ เรามีข้อตกลงทางการค้าแยกจากกัน คือ ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ญี่ปุ่น และอาเซียน-อินเดีย ซึ่งข้อตกลงทั้งสองมีกฎบางอย่างที่แตกต่างกันอยู่ ดังนั้นบริษัทค่อนข้างประสบปัญหาในการนำข้อตกลงเหล่านี้มาใช้ ดังนั้นเราต้องการข้อตกลงที่มีความสอดคล้องกันมากกว่านี้ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่ค้า เราจึงอยากเห็นการนำ RCEP หรือการขยายข้อตกลงกรค้าเสรีมาใช้ เพื่อกฎข้อบังคับต่างๆ จะได้มีความเป็นเอกภาพในที่สุด
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบต่างๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว เรายังต้องการการเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นทางโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพด้วย เช่น ระบบถนน ซึ่งในเวลานี้ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว อย่างแนวเส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) ที่เชื่อมจากเวียดนาม กัมพูชา มาถึงไทย แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือทางตะวันตก เราอยากเห็นถนนมุ่งสู่ทวาย อย่างนี้เป็นต้น เพื่อที่อุตสาหกรรมในไทยจะส่งออกไปยังอินเดีย ไม่เพียงผ่านทางช่องแคบมะละกา แต่ตรงไปทางตะวันตกได้เลย ถ้ามีการสร้างแนวเส้นทางเศรษฐกิจไปทางตะวันตก เราจะได้เห็นความร่วมมือที่ดีมากขึ้นระหว่างอินโดจีนและอินเดีย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วภูมิภาค
ทั้งหมดนี้คืออนาคตของไทยในเวทีการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียผ่านมุมมองของประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.