Switch to: uk
23 May 2012 05:07AM

ส่งออกดิ้นหนีตายตลาดสหรัฐ + สินค้าสำคัญเร่งหาตลาดใหม่/เป้าโต2% ยังลูกผีลูกคน

01 Feb 08 ,  ThanNews
  • 0
วิกฤติซับไพรม์ส่อเค้ายืดเยื้อ ส่งออกไทยดิ้นหนีตายตลาดสหรัฐ กลุ่มสินค้าสำคัญเครียดหนัก สั่งปรับขบวนเร่งเจาะตลาดอื่นชดเชย กุ้ง เครื่องนุ่งห่ม อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รองเท้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก

โชว์แผนกู้ชีพ ระบุยังไม่ถึงขั้นถูกยกเลิกออเดอร์ แต่ผวาปัญหาลามทั่วโลกกระทบส่งออกไปประเทศอื่น ด้านพาณิชย์ยอมรับเป้าส่งออกสหรัฐปี 2551 โต 2% ยังลูกผีลูกคน จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดบริโภคสินค้าใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของไทยประสบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา มีสาเหตุสำคัญจากปัญหาซับไพรม์(สินเชื่อด้อยคุณภาพภาคอสังหาริมทรัพย์) ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯในปีที่ผ่านมาขยายตัวติดลบ 1.2% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ขยายตัวที่ 6% ขณะที่ล่าสุดสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯยังไม่น่าไว้ใจ และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยได้ทุกเมื่อ อย่างไรก็ดีจากการสัมภาษณ์ผู้ส่งออกในกลุ่มสินค้าสำคัญของไทยไปสหรัฐฯของ "ฐานเศรษฐกิจ"พบว่าขณะนี้ได้มีการปรับแผนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวกันแล้วในทุกกลุ่มสินค้า

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ซึ่งมีสินค้ากุ้งเป็นสินค้าหลัก กล่าวว่า ผู้ส่งออกทุกรายได้เร่งหาตลาดอื่นมารองรับมากขึ้น อาทิ ตลาดสหภาพยุโรป(อียู) และตลาดญี่ปุ่นซึ่งมีแนวโน้มการส่งออกที่ดี มีกำลังซื้อสูง จากปีที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งของไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐสัดส่วนกว่า 49% ของการส่งออกในภาพรวม โดยการส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯในปี 2550 รูปดอลลาร์ขยายตัวลดลงประมาณ 3% และรูปเงินบาทลดลงประมาณ 7% มีสาเหตุสำคัญจากปัญหาซับไพรม์และเงินดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชาวอเมริกันลดลง รวมถึงการต้องเสียภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) และเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

นายวัลลภ วิตนากร เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาการส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยยังพึ่งพาตลาดสหรัฐกว่า 49% ของการส่งออกในภาพรวม จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์)ได้เร่งหาตลาดใหม่อย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง โดยเล็งไปที่ตลาดอียู และตลาดญี่ปุ่น สำหรับภาพรวมการส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยไปสหรัฐฯ รวมถึงตลาดอื่นในเวลานี้ยังไม่มีเหตุการณ์ถูกชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระบุได้รับคำสั่งซื้อเต็มกำลังการผลิตในช่วงไตรมาสแรก แต่ก็หวั่นเกรงว่าปัญหาซับไพรม์จะขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าอื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยได้ ซึ่งภาพคงเห็นชัดเจนขึ้นในไตรมาสที่สอง

นายชวลิต นิ่มละออ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โอเรียนตอล การ์เมนท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีแผนลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจะขยายไปยังตลาดอียู และญี่ปุ่นให้มากขึ้นจากปีที่ 2550 พึ่งพาตลาดสหรัฐสัดส่วน 55% ของการส่งออก ปีนี้จะลดสัดส่วนลงเหลือ 50%

นายวิชัย อัศรัสกร นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ กล่าวว่า ในปี 2550 ตลาดสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอัญมณีฯของไทยสัดส่วนประมาณ 19% จากอดีตเคยพึ่งพาสัดส่วนกว่า 30% แต่ถือเป็นตลาดหลักที่ต้องรักษาไว้ ขณะเดียวกันในปีนี้จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์สนับสนุนการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญ อาทิ จีน อินเดีย กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รัสเซียและกลุ่มประเทศซีไอเอส

"ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีจะกระทบต่อการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปสหรัฐอย่างแน่นอนเพราะอัญมณีฯเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยคนจะตัดสินใจซื้อเป็นอันดับท้ายๆ แต่ที่เราห่วงคือปัญหาซับไพรม์จะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอื่นๆ ของเราหรือไม่เพราะจะมีผลต่อการส่งออกของไทยในตลาดอื่น"

นายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้เจมส์กรุ๊ป จำกัด มีตลาดหลักที่สหรัฐฯในปีที่ผ่านมาสัดส่วน 42% กล่าวว่า ยังไม่มีปัญหาการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯโดยเวลานี้คำสั่งซื้อเพื่อจำหน่ายในช่วงวาเลนไทน์ที่ลูกค้าสั่งเมื่อช่วงปลายปียังอยู่ครบ แต่ห่วงในระยะต่อไปหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐไม่ได้ผลอาจกระทบต่อการสั่งซื้อได้ บริษัทจึงได้เร่งขยายการส่งออกไปอียู และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับ ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นายธำรง ธิติประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า และนายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กลุ่มสินค้าซึ่งมีตลาดหลักที่สหรัฐฯ ระบุในทิศทางคล้ายกันว่า ในปีนี้และในอนาคตจะลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจะหาตลาดอื่นชดเชยมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง

ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า กรมได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกไปตลาดสหรัฐในปี 2551 ขยายตัวจากปีที่ผ่านมา 2% จากปี 2550 ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐมูลค่า 19,217 ลานดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 653,378 ล้านบาท คำนวณที่ 34 บาท/ดอลลาร์) ขยายตัวลดลงจากปีก่อน 1.2% แต่ก็ยังหวั่นเกรงปัญหาซับไพรม์จะส่งกระทบต่อเป้าหมายที่วางไว้ไม่ได้ตามเป้า การที่ตั้งเป้ายังขยายตัวเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนพยายามรักษาตลาดเพราะสหรัฐยังเป็นตลาดสำคัญ 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.