Switch to: uk
11 February 2012 02:48AM

สศอ. X-ray 4 อุตฯ ผลศึกษาชี้ส่งออกลด หลังเจอ "ซับไพรม" เขย่า

06 Feb 08 ,  Prachachat
  • 0
การส่งออกของประเทศไทยในปี 2550 มีมูลค่า 152,478 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 17.5% โดยเมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินสถานการณ์การส่งออกของไทยในปี 2551 จะมีมูลค่าอยู่ประมาณ 171,537 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราขยายตัวลดลงอยู่ประมาณ 10-12.5%

สาเหตุหลักที่ทำให้การขยายตัวของการส่งออกลดลงก็เนื่องมาจากปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นซับไพรม ราคาน้ำมัน และเงินบาทแข็งค่าขึ้น ในส่วนนี้เอง สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ในฐานะหน่วยงานผู้ดูแลภาคการผลิต ได้เสนอตัวเลขของอุตสาหกรรมสำคัญๆ ที่มีแนวโน้มการขยายตัวของการส่งออกที่ลดลง รวมถึงการคาดประมาณกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมสำคัญ 4 อุตสาหกรรม ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

10 อุตสาหกรรมส่งออกขยายตัวลดลง

สำหรับอุตสาหกรรมสำคัญที่มีแนวโน้ม การขยายตัวของการส่งออกลดลงตามที่ สศอ.ได้รวบรวมไว้จำนวน 10 อุตสาหกรรมสำคัญ (ดังตาราง) ที่สำคัญๆ ประกอบไปด้วย 1)อุตสาหกรรมอาหาร แบ่งเป็น อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็งกระป๋องและแปรรูปในปี 2550 การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.9% แต่ใน ปี 2551 คาดว่าจะขยายตัวลดลงเหลือ 3%, ไก่สดแช่แข็ง/แปรรูป ปี 2550 การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 25.3% ในปี 2551 คาดว่าจะขยายตัว ลดลงเหลือ 10%

2)อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ปี 2550 ขยายตัว 12.8% แต่คาดว่าปี 2551 การขยายตัวจะ ลดลงเหลือ 12% อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า ปี 2550 การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น 15.6% ปี 2551 คาดว่าขยายตัวลดลง 12% 3)อุตสาหกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ ปี 2550 การส่งออกขยายตัวถึง 46.7% แต่คาดการณ์ว่า ปี 2551 จะขยายตัวลดลงเหลือ 10% และ 4)อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์/กระดาษและบรรจุภัณฑ์ ปี 2550 การส่งออกขยายตัว 74.2% ในปี 2551 คาดการขยายตัวลดลงเหลือ 20% ของการส่งออก

X-ray แก้ปัญหา 4 อุตสาหกรรมหลัก

แม้ตัวเลขการส่งออกปี 2551 จะมีแนวโน้มขยายตัวลดลง แต่ทางด้านภาคการผลิตก็ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ โดย สศอ.ได้วิเคราะห์ แนวโน้มการขยายตัวของ 4 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร, อัญมณีและเครื่องประดับ, กระดาษและสิ่งพิมพ์ และสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการถึงทิศทางการขยายตัวในปี 2551 รวมทั้งมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1)อุตสาหกรรมอาหาร สินค้าส่งออกที่สำคัญในอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ ไก่ต้มสุกแช่เย็น/ แช่แข็ง ในปี 2551 ภาวะการผลิตคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ สินค้าไทยได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและความปลอดภัย และจากข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) รวมถึงโควตาการนำเข้าของสหภาพยุโรปเพิ่ม จึงมีโอกาสผลักดันให้การส่งออกเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามฐานตัวเลขการส่งออกของปี 2550 ค่อนข้างสูง จึงทำให้ส่งออกขยายตัวไม่เท่ากับในปี 2551

ผนวกกับอุปสรรคที่อุตสาหกรรมอาหารต้องประสบก็คือ ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าต่อเนื่อง, การกีดกันทางการค้าในรูปแบบใหม่, การระบาดของโรคไข้หวัดนก โดยมาตรการแก้ไข สิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐก็คือ การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้เคลื่อนไหวรุนแรง การลดต้นทุนโลจิสติกส์

2)อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ แบ่งเป็น ปริมาณสินค้าในหมวดการผลิตเพชร คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1 จากปี 2550 เนื่องจากการขยายตัวของการส่งออกในตลาดอิสราเอล, เบลเยียม, ฮ่องกง และสวิตเซอร์แลนด์ กับปริมาณการผลิตเครื่องประดับ อาทิ ทอง เงิน หรือโลหะมีค่าอื่นๆ คาดว่าการผลิตจะขยายตัวที่ 2-3% เนื่องจากยอดการสั่งซื้อ เครื่องประดับแท้ที่ทำด้วยเงิน ลดลง

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับก็คือ ราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มสูง โดยเฉพาะทองคำ รวมทั้งมีการขาดแคลนวัตถุดิบด้วย ปัญหาซับไพรมจากตลาดสหรัฐอเมริกา การออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดระดับกลางถึงบน

โดยผู้ประกอบการได้เสนอให้รัฐบาลออกมาตรการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย การจัดตั้งธนาคารอัญมณี เพื่อแหล่งเงินทุนแก่ธุรกิจ การขยายตลาดใหม่ๆ เช่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง รัสเซีย การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีบุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคลให้กับบริษัทที่ประกอบกิจการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อจูงใจผู้ชำนาญการในด้านการออกแบบ ช่างเทคนิค ให้เข้ามาทำงานในประเทศและดำเนินกิจการในประเทศและสร้างศูนย์พัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี

3)อุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์ ในปี 2551 คาดว่าการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2550 เนื่องจากแนวนโยบายที่ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์การพิมพ์ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนี้ก็คือ วัตถุดิบสำคัญในการผลิตกระดาษโดยเฉพาะเยื่อใยยาวต้องพึ่งพาการนำเข้า ระบบอินเทอร์เน็ตมาแทนการสื่อสารที่ใช้กระดาษ และต้นทุนค่าขนส่งและไปรษณียากรสูง จึงขอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการแก้ไข สร้างภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องศักยภาพในการผลิต และพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรในอุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์

และ 4)อุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม แบ่งเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอต้นน้ำและกลางน้ำ อาทิ กลุ่มเส้นใย เส้นด้าย และผ้าผืน คาดว่าการผลิตจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 8.8% กับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มหรือเสื้อผ้าสำเร็จรูป ในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.5% ปัญหาอุปสรรคก็คือ ปัญหาซับไพรมของสหรัฐอเมริกา ปัญหาราคาน้ำมันที่แนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ต้นทุนแรงงานสูง มาตรการแก้ไขต้องหาตลาดใหม่โดยเฉพาะตลาดอาเซียน การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภายในประเทศปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่สินค้า ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และมุ่งเน้นการผลิตสิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีสูง

สศอ.จับตาปัญหาซับไพรมลุกลาม

นางอรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสหากรรม (สศอ.) กล่าวว่า อัตราการเติบโตหรือ GDP ภาคอุตสาหกรรม ปี 2550 อยู่ที่ 5.3 ส่วนในปี 2551 GDP ภาคอุตสาหกรรมน่าจะเติบโตอยู่ที่ 5.1-5.5 โดยปัญหาสำคัญที่คาดว่าจะกระทบต่ออุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของไทยก็คือ ปัญหาซับไพรมของสหรัฐอเมริกา แม้สินค้าบางอย่าง เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ยังสามารถส่งออกตลาดอื่นได้ดีอยู่ ไม่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็อาจจะส่งผลกระทบทางอ้อม จากกรณีที่ประเทศต่างๆ ได้นำเข้าสินค้าไทยไปผลิตเป็นวัตถุดิบการผลิตสินค้าและส่งออกไปยังสหรัฐ หากตลาดสหรัฐซบเซา การนำเข้าสินค้าจากไทยก็จะลดลงตามไปด้วย

"แม้ว่าสหรัฐจะมีนโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว แต่ก็ยังประเมินสถานการณ์ไม่ได้ว่าจะดีขึ้นหรือไม่ คงต้องจับตามองเป็นพิเศษและเตรียมรับมือไว้ ทาง สศอ.คาดว่าภายในช่วงไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม) นี้ก็น่าจะประเมินทิศทางได้ว่าจะเป็นเช่นไร" นางอรรชกากล่าว

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.