นายสุกิจ คงปิยาจารย์ อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า จากปัญหาเงินบาทที่แข็งค่ามากอยู่ที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯในเวลานี้ ประกอบกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอทั้งระบบประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการขยายธุรกิจ และยังต้องเผชิญปัญหาการแข่งขันการส่งออกที่รุนแรงกับประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำ เช่น จีน เวียดนาม กัมพูชา บังกลาเทศ จาก 3 ปัจจัยเสี่ยงกล่าวมา ล่าสุดทางสมาคมได้ปรับลดเป้าหมายการส่งออกเครื่องนุ่งห่มในปี 2551 ลง จากเดิมตั้งเป้าจะขยายตัวที่ 10% ลดลงเหลือ 5-10% จากปี 2550 ไทยมีการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์)มูลค่า 3,372.31ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 111,306 ล้านบาท (คำนวณที่ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)ขยายตัวลดลงจากปีก่อน 4.8%
ขณะเดียวกันจากการส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยยังพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก(ปี 2550 คิดเป็นสัดส่วน 49% ของการส่งออกในภาพรวม) ทำให้มีความเสี่ยงในการส่งออกค่อนข้างมาก โดยปีที่ผ่านมาการส่งออกไปสหรัฐฯรูปดอลลาร์ขยายตัวติดลบ 7% มีสาเหตุสำคัญจากเงินบาทแข็งค่าส่งผลกระทบต่อการรับคำสั่งซื้อ และยังเป็นผลจากปัญหาซับไพรม์(สินเชื่อด้อยคุณภาพภาคอสังหาริมทรัพย์)ทำให้สหรัฐฯมีการนำเข้าลดลง เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าวในปีนี้ผู้ส่งออกได้มุ่งเน้นการขยายตลาดไปยังตลาดหลักอื่นๆ ให้มากขึ้น ประกอบด้วย สหภาพยุโรป(อียู)ที่ไทยน่าจะส่งออกได้มากขึ้น เนื่องจากสินค้าเครื่องนุ่งห่มจีนคู่แข่งสำคัญมีปัญหาสารเคมีปนเปื้อนสูง ตลาดญี่ปุ่นได้รับผลดีจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(JTEPA)ที่มีผลบังคับใช้แล้ว และตลาดอาเซียนที่สินค้าไทยได้รับความนิยมสูง
ด้านนายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในปี 2551 ว่าในส่วนของการตั้งโรงงานใหม่ และการขยายกำลังการผลิตจะไม่หวือหวา เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมามีโรงงานปิดตัวไปทั้งสิ้น 128 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า และโรงงานทอผ้า และโรงงานฟอกย้อม การปิดโรงงานมาจากหลายสาเหตุ เช่น เครื่องจักรล้าสมัย เปลี่ยนไลน์ไปทำธุรกิจอื่น ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ การไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดลูกค้าในเรื่องความผิดชอบต่อสังคมได้ เป็นต้น
อย่างไรก็ดีในปีที่ผ่านมามีโรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มตั้งใหม่และขยายโรงงานประมาณ 210 โรง แยกเป็นตั้งใหม่ประมาณ 130 โรง และขยายโรงงาน 70-80 โรง แสดงให้เห็นถึงวัฏจักรอุตสาหกรรมย่อมมีเกิดและดับ แต่โดยพื้นฐานอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยยังมีความแข็งแกร่งเพราะมีความครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังมีโอกาสที่ดีในอนาคต สำหรับการปิดตัวของโรงงานในปีนี้น่าจะมีไม่มาก เพราะยังมีแนวโน้มการส่งออกที่ดีในตลาดอียู ญี่ปุ่น อาเซียน รวมถึงตลาดใหม่อื่นๆ
นายสุกิจ กล่าวต่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรใช้โอกาสที่อาเซียนได้เปิดเสรีการค้าระหว่างกันภายใต้กรอบอาฟต้า รวมถึงการขยายความร่วมมือเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ในการสร้างความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนภาคเอกชนของไทยเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนแรงงานต่ำและใช้สิทธิพิเศษทางการค้าของเพื่อนบ้านในการส่งออก ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและแข่งขันได้ดีขึ้น
ขณะที่นายวิรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำแข่งกับประเทศนอกอาเซียนแล้ว อาเซียนยังมีศักยภาพเป็นตลาดส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยได้อีกมาก เพราะสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในสายตาเพื่อนบ้านอาเซียนค่อนข้างโดดเด่นเหนือคู่แข่งทั้งคุณภาพและดีไซน์ อีกทั้งมีความได้เปรียบเรื่องสิทธิประโยชน์ของอาฟต้า ค่าขนส่งไม่สูงมากเพราะอยู่ใกล้ ซึ่งในแต่ละปีอาเซียนมีการนำเข้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มถึงปีละ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 445,500 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2550 ไทยส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไปอาเซียนมูลค่าเพียง 813 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 26,829 ล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือเป็นการนำเข้าจากนอกกลุ่ม













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.