ด้าน "บิ๊กซี" อัดแฟชั่นโชว์เปิดตัว เฮาส์แบรนด์เสื้อผ้าคอลเลกชันซัมเมอร์ 8 แบรนด์รวด หวังตอกย้ำแบรนด์และโกยส่วนแบ่งตลาด 20% ของตลาดรวม 5,000 ล้านบาท ขณะที่ "เทสโก้ โลตัส" เล็งลอนช์สินค้าใหม่เพิ่ม ชี้เทรนด์เฮาส์แบรนด์โตต่อเนื่อง
นางอุสรา ยงปิยะกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทมีแนวคิดที่จะพัฒนาสินค้าแฟชั่นที่แตกต่าง ทันสมัย ให้กับสินค้าไพรเวตแบรนด์ หรือเฮาส์แบรนด์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง เช่น Only@Robinson , Goelia , Allure Noir , Pacific Life เป็นต้น ซึ่งพบว่าในปีที่ผ่านมาสินค้าเฮาส์แบรนด์เหล่านี้ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสินค้าเฮาส์แบรนด์มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 5.5% ของยอดขายโดยรวมของบริษัท และในปีนี้ตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 7% ทั้งนี้ในส่วนของกำไรที่เพิ่มขึ้น 20% ในปีนี้ส่วนหนึ่งมาจากกำไรจากยอดขายสินค้าเฮาส์แบรนด์ที่เพิ่มขึ้น
สำหรับจุดเด่นของเฮาส์แบรนด์โรบินสัน คือ บริษัทจะเข้าไปร่วมนำเสนอเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้สินค้ามีความทันสมัย และเหมาะกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยปัจจุบันสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบริษัท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย จีน และล่าสุดจะนำเข้าแบรนด์ใหม่จากออสเตรเลีย ซึ่งสินค้าเหล่านี้นอกจากจะมีความโดดเด่นในเรื่องของงานดีไซน์ และการตัดเย็บที่มีคุณภาพแล้วยังราคาถูกกว่าแฟชั่นเสื้อผ้าแบรนด์เนมชื่อดังอีกด้วย
ด้านนางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ รองประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ในปี 2550 ที่ผ่านมาสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบริษัท ซึ่งประกอบไปด้วยลีดเดอร์ไพรซ์ เฟิร์สไพรซ์ , Only @ Big C จะไม่มีอัตราการเติบโต แต่ในปีนี้หลังจากที่บริษัทปรับกลยุทธ์โดยเลิกทำแบรนด์ลีดเดอร์ไพรซ์ และหันมาทำสินค้าเฮาส์แบรนด์ภายใต้ชื่อ "บิ๊กซี" แทน รวมทั้งเพิ่มไลน์สินค้าและจัดกิจกรรมด้านการตลาดให้กับสินค้า Only@Big C จะทำให้สินค้าเฮาส์แบรนด์ของบริษัทมีการเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน
ทั้งนี้สินค้าเฮาส์แบรนด์ มีส่วนสำคัญในการสร้างแบรนด์ของห้างให้ลูกค้ารู้จัก และเกิดแบรนด์ลอยัลตี (ความจงรักภักดีต่อตราสินค้า) ในระยะยาว โดยปัจจุบันสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบริษัทจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค และกลุ่มเสื้อผ้า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 8 แบรนด์ได้แก่ โมดา บิมบิ ,ดอนโดลิโอ , เอมิลี่ , ดิสนีย์คิดส์ , เอฟ เอฟ ดับบลิว ดี , ซีโซน , เดอะ โคฟ และดีไลน์
โดยล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวเสื้อผ้าเฮาส์แบรนด์ทั้ง 8 แบรนด์ ในคอลเลกชันฤดูร้อน (Only@Big C Summer Collection) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดกิจกรรมให้กับสินค้าเฮาส์แบรนด์แฟชั่นเสื้อผ้า โดยซัมเมอร์นี้จะอยู่ภายในคอนเซ็ปต์ Summer Pop ซึ่งเป็นแฟชั่นที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนวป๊อป หรือศิลปะแบบป๊อปอาร์ต ผสมแฟชั่นเกาหลีแนวสตรีตพังก์ ทั้งเสื้อผ้า รวมไปถึงเครื่องประดับ นอกจากนี้บริษัทได้เพิ่มไลน์สินค้าที่เป็นลิขสิทธิ์แบรนด์ที่จำหน่ายเฉพาะในบิ๊กซีเท่านั้น โดยเพิ่มลายมิกกี้เม้าส์สำหรับเด็กผู้ชาย และมินนี่ สำหรับเด็กผู้หญิง ในแบรนด์พูบายบิ๊กซี อีกด้วย
"ปัจจุบันพื้นที่จำหน่ายเสื้อผ้าแฟชั่นเฮาส์แบรนด์แฟชั่นของบิ๊กซีมีประมาณ 50% ของแผนกเสื้อผ้าทั้งหมด ขณะที่เฮาส์แบรนด์กลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค มีสัดส่วนเพียง 5% แต่ในปีนี้คาดว่ากลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภค จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 20-30% เพราะเพิ่งรีลอนช์แบรนด์สู่ผู้บริโภค ขณะที่เสื้อผ้าแฟชั่นเองในซัมเมอร์นี้คาดว่าจะเติบโต 10-15% โดยจุดเด่นของสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซี คือเรื่องของคุณภาพ สินค้าและราคาที่ถูกกว่าแบรนด์เสื้อผ้าทั่วไป 30-50% นอกจากนี้คอลเลกชันเสื้อผ้าจะหมุนเวียนเปลี่ยนทุกๆ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ดีบริษัทตั้งเป้าที่จะมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์ 20% จากตลาดรวมที่มีมูลค่าเกือบ 5,000 ล้านบาท"
ขณะที่นายกวิน สัณฑกุล กรรมการและประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ปัจจุบันเทสโก้ โลตัส มีสินค้าเฮาส์แบรนด์วางจำหน่ายกว่า 2,000 รายการ ทั้งในกลุ่ม food และ non-food อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น ของเล่นสำหรับเด็ก ฯลฯ ซึ่งบริษัทจะเน้นการพัฒนาสินค้าในแต่ละกลุ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า โดยจะทำการวิจัยและเทสต์สินค้าเพื่อให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า และตอบโจทย์ได้ถูกต้อง
อย่างไรก็ดี ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องนอน เครื่องใช้และของตกแต่งภายในบ้าน ภายใต้แบรนด์ "เทสโก้" ซึ่งเน้นดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย แต่มีราคาถูกกว่าสินค้าตามท้องตลาด 20-30% ทั้งนี้เชื่อว่าสินค้าเฮาส์แบรนด์ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนไม่ถึง 10% ขณะที่ในต่างประเทศสินค้าเฮาส์แบรนด์จะได้รับความนิยมมาก และมีสัดส่วนสูง 30-40%













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.