เหล่าบรรดากูรูทางด้านแฟชั่นดีไซน์ที่พาเหรดกันร่วมงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ "Today asian fashion lifestyles" ของสมาชิก Asia fashion federation (AFF) ซึ่งประกอบด้วย ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ และไทย ในงาน Bangkok international fashion fair and Bangkok international leather fair 2008 หรือ BIFF&BIL 2008 ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า วัฒนธรรมเอเชีย และกระแสโลกร้อนหรือโกลบอล วอร์มมิ่ง เป็นบิ๊กเทรนด์ที่ได้รับความนิยม ทั้งในเอเชีย ลามไปถึงฝั่งยุโรปและอเมริกา
โดยเฉพาะเทรนด์จากประเทศญี่ปุ่น ที่วันนี้เป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลกับกระแสแฟชั่นของโลกไปแล้ว
"คูมิโกะ ทาคาโนะ" บรรณาธิการของ Parco city magazine ประเทศญี่ปุ่น นิตยสารออนไลน์ Across ที่จัดทำผลสำรวจสตรีทแฟชั่น และไลฟ์ คัลเจอร์ของวัยรุ่นญี่ปุ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง บอกว่า ทีมงานจะเข้าไปสำรวจการแต่งกายของวัยรุ่นในย่านชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น ฮาราจูกุ และชิบูย่า เป็นต้น โดยกำหนดหัวข้อการสำรวจไว้เหมือนเดิมทุกๆ เดือน เพื่อสังเกตว่าพฤติกรรมการแต่งตัวของวัยรุ่นเหล่านั้นว่าเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
ผลการสำรวจล่าสุดที่ทำขึ้นในเดือนสิงหาคม 2551 พบว่า แฟชั่นของวัยรุ่นญี่ปุ่นผู้หญิงนิยมสวมใส่เดรสที่มีลวดลาย ทั้งลายหมากรุกและลายดอกไม้
เธอ บอกว่า จากการสำรวจในย่านชิบูย่า วัยรุ่นนิยมสวมเดรสกว่า 23% และสวมเสื้อผ้าลวดลายกว่า 27% โดยเกณฑ์มาตรฐานความนิยมที่ทางนิตยสารจัดทำขึ้นอยู่ที่ 13% หากถึงเกณฑ์แสดงว่าเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนั้น
โดยหนึ่งในข้อมูลที่ค้นพบจากการสำรวจก็คือ เทรนด์นิยมที่ว่ามาแรงในแต่ละเดือนนั้นจะเริ่มคลายความนิยมลงเรื่อย ๆ ในเดือนถัดไป
จากการสำรวจในโตเกียว ยังพบว่า การสวมชุดยูคาตะ หรือกิโมโนในช่วงหน้าร้อนของวัยรุ่นญี่ปุ่น กลับเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากวัยรุ่นยุคใหม่ แตกต่างจากอดีตตรงที่คนรุ่นใหม่วันนี้นิยมนำลวดลายและสีสันสดใสน่ารักมาตัดชุด ประดับประดาด้วยเครื่องประดับเพื่อให้ดูทันสมัยยามสวมใส่
โดยธรรมชาติแฟชั่นของวัยรุ่นญี่ปุ่น มักขึ้นชื่อเรื่องการมิกซ์แอนด์แมทช์ เด็กสาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีความมั่นใจในสไตล์ของตนเองเป็นอย่างมาก จากการตอบแบบสอบถามเด็กสาวญี่ปุ่น บอกว่า การแต่งตัวก็เหมือนการรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งสื่อถึงการเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวได้ทุกวันตามที่ใจต้องการ
กิโมโนหรือยูคาตะของญี่ปุ่น ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้กับคอลเลคชั่นใหม่ของ Roberto Cavalli คอลเคลชั่นในปี 2552 ด้วย
ส่วนประเทศที่ก้าวสู่โลกแฟชั่น จีน นำจุดขายเรื่องวัฒนธรรมที่มีมายาวนาน เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนแฟชั่นของประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะลวดลายลวดลายบนชุดราชวงศ์ในสมัยโบราณ ที่เรามักเห็นอยู่ในห้องเสื้อแฟชั่นระดับสูงในฝั่งยุโรป เช่น ลายมังกรบนคอลเลคชั่น FW 2002/23 ของ John Galliano และคอลเลคชั่น FW 2007/08 ของ Balenciaga เป็นต้น
"วู ไห่ยั่น" อาจารย์จาก Textile and fashion school,China academy of arts. บอกว่า วัฒนธรรมของจีนมีความเข้มแข็ง หากวันใดที่จีนขยับก็เชื่อว่าจะส่งผลต่อเอเชียและกระแสโลกด้วย ซึ่งจากการเปิดประเทศทำให้คนจีนในปัจจุบันเปิดรับแฟชั่นจากประเทศจากฝั่งยุโรปมากขึ้น จากในอดีตที่อาจรับเทรนด์มาจากแค่ไต้หวันและฮ่องกง
เธอบอกว่าคนจีนในปัจจุบันใช้ชีวิตหรูหรามากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หากคนจีนจะมองหาสินค้าแฟชั่นที่หรูหรา หรือแบรนด์เนม แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในยุคเริ่มต้นเท่านั้น
"แม้คนจีนจะมองหาสินค้าที่มีภาพลักษณ์หรูหรา แต่ขณะเดียวกันกระแสของความเชื่อเรื่องเดินทางสายกลางก็ได้รับความนิยมจากคนจีนด้วย"
กระแสดังกล่าวจะส่งผลต่อการออกแบบสินค้าแฟชั่นของโลกเอเชีย ที่เน้นการออกแบบให้ดูเรียบง่าย (Simply) สไตล์มินิมัลลิสม์ เช่นนิกายเซนในญี่ปุ่นเคยจุดกระแสมาแล้วในอดีต
ส่วนประเทศผู้นำกระแส K-Pop จากเกาหลี ก็ไม่พลาดที่จะเกาะติดกระแสโลกร้อนหรือโกลบอล วอร์มมิ่งด้วย โดยเฉพาะแบรนด์ Ecoparty Mearry โดดเด่นกับการนำเสื้อผ้าเก่าที่หลายคนพับเก็บเงียบในตู้เสื้อผ้าให้มาเฉิดฉายด้วยการเติมแต่งไอเดียเข้าไป กลายเป็นสินค้าแฟชั่นชิ้นใหม่ที่ทั้งสวยงาม น่าใช้งานและเป็นมิตรต่อโลก
"ไมค์ วู" กูรูด้านแฟชั่นจากสิงคโปร์ เสริมว่า ตลาดแฟชั่นในเอเชียมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนเอเชียดูแลตัวเองมากขึ้น แต่งตัวเด็กลง โดยเฉพาะคนสิงคโปร์เริ่มหันมาพูดถึงสินค้าสีเขียวมากขึ้น คนในแวดวงแฟชั่นจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม และมีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ
อีกหนึ่งกระแสที่ เขา จุดประกายขึ้นคือ "East meet East" หรือกระแสโลกตะวันออกเจอโลกตะวันออก
"หลายปีที่ผ่านมา สินค้าแฟชั่นที่มาจากมันสมองของคนเอเชียมีผลงานมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นแฟชั่นที่ได้ไอเดียมาจากโลกเอเชียด้วยกันเอง"
สำหรับแฟชั่นในประเทศไทยได้มีการผสมผสานระหว่างโมเดิร์นผสมกลิ่นอายเอเชีย หนึ่งในหลายแบรนด์ที่น่าจับตา เช่น Disaya ที่ตอนนี้พัฒนาสินค้าออกจำหน่ายกว่า 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึงมีสตรีทแวร์ที่เข้มแข็งอย่าง สยาม สแควร์ และตลาดนัดจตุจักร
ทั้งสองแห่ง คือความเข้มแข็งของวัฒนธรรมสตรีทแฟชั่นในประเทศไทย
วัฒนธรรมที่เข้มแข็งของเอเชีย และกระแสโลกร้อน ส่งผลอย่างยิ่งต่อไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแถบเอเชีย รวมถึงการออกแบบแฟชั่นของเหล่าดีไซเนอร์ที่พร้อมใจกันหมุนตามกระแสโลกที่เปลี่ยนไป













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.