01 August 2010 17:23PM

'พรทิวา'นำทีมบุกอาเซียนคาด5ปีรายได้แตะ6หมื่นล้านเหรียญ

11 Mar 10 ,  กรุงเทพธุรกิจ
  • 0

"พรทิวา"วาง 3 กลยุทธ์นำทีมพาณิชย์รุกทำตลาดอาเซียน คาด 5ปี รายได้เพิ่มกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เผยใช้ประโยชน์จากความเป็นศูนย์กลางภูมิภาค

 

นางพรทิวา  นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนา"อาเซียนตลาดเดียว โอกาสการค้า-การลงทุน ธุรกิจไทย"จัดโดยนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ว่า อาเซียนเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่งของไทย การเข้าไปเป็น AECในปี 2558 ต้องใช้เวลาในการรวมกลุ่มทำให้เกิดความเหนียวแน่น เหมือนสหภาพยุโรป (EU) การรับรู้ และใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงตลาดเป็นสิ่งสำคัญในการเตรียมพร้อม และใช้ประโยชน์ จะสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 

ปีที่ผ่านมา 2552 ไทยส่งออกไปในกลุ่มประเทศอาเซียน  32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้าจากประเทศอาเซียนมูลค่า 24,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าเกือบ 8,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ จึงต้องให้ความสำคัญ และเป็นมิตรทางด้านเศรษฐกิจกับในภูมิภาค เพราะมีความคลายคลึงกันทั้งด้าน ภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม

 

ขณะที่ด้านการค้าและการลงทุนก็มีความสำคัญ เพราะมีประชาคมรวมกันถึง 580 ล้านคน มูลค่าจีดีพีทั้งประเทศในอาเซียนรวมกันถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ และมีการขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งมีความน่าสนใจในตัวของตัวเอง ที่สามารถเป็นแหล่งดึงดูด ให้นักลงทุนผู้ทำการค้าภายในและภายนอกให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน ซึ่งมองว่าการส่งออกยังสามารถเติบโตได้อีก

 

“อีก 2-3 สัปดาห์ ทางกระทรวงพาณิชย์มีแผนจะนำคณะผู้ประกอบการไปโรดโชว์เจาะตลาดในกลุ่มประเทศในอาเซียน ซึ่งเป็นการนำกองทัพผู้ประกอบการโดยการสนับสนุนโดยของรัฐบาลไปโรดโชว์หาโอกาสทางการค้าและการลงทุน”

 

นางพรทิวากล่าวว่า อาเซียนถือเป็นตลาดที่ต้องให้ความสำคัญเป็น  First Policy จึงมีการกำหนดยุทธศาสตร์ให้มีความสำคัญทางการค้าที่เสริมสร้างเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยมีการขยายฐานการผลิตในอาเซียนส่งไปยังต่างประเทศทั่วโลกด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.สร้างพันมิตรทางการค้า 2.ขยายตลาดอาเซียนให้เพิ่มขึ้นในการบุกตลาด และ3.เสริมสร้างสมรรถนะธุรกิจ และผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยให้SMEs ทำธุรกิจในอาเซียนได้มากขึ้น

 

โดยมีสินค้าที่ให้ความสำคัญสินค้าสำคัญ อาทิ อาหาร สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ และพลาสติก เป็นต้น
ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันกับ อุตสาหกรรม ในการร่วมมือกำหนดทิศทางการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะเป็นการร่วมมือกันแบบบูรณาการ

 

นอกจากนี้ ภาครัฐจะส่งเสริม และอาเซียนความพร้อมเอกชนเดินไปพร้อมกับนโยบายของรัฐบาลด้วยการให้ใฝ่หาความรู้ และคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าบริการ จะมีมูลค่าเพิ่มจึงต้องลงทุนการวิจัยและพัฒนา( R&D) เพื่อให้สินค้ามีความแตกต่าง และโดดเด่น ไม่ใช่แค่รับจ้างผลิต แต่การพัฒนาอาร์แอนด์ดี เป็นแนวทางพัฒนายั่งยืน คิดค้น สร้าง ตราสินค้า(Brand)

 

ขณะที่กันเป็นการสร้างพันธมิตรธุกิจร่วมมือกันทำธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน ต่อเนื่องกันทั้งระบบ

 

"การรวมกลุ่มจะทำให้อาเซียน คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีรายได้เพิ่มขึ้น  5.3 % หรือมูลค่า 60,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือ เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า เนื่องจากผู้ผลิตจะได้ประโยชน์จากวัตถุดิบในหลายประเทศที่ถูกลง ได้ลดต้นทุน และใช้ประโยชน์จากซัพพลายเชนภายในประเทศ รวมถึงการโยกย้ายฐานการผลิตเลือกใช้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ที่มีความโดดเด่นทางด้านนทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ขณะที่สิงคโปร์ มีวัตกรรม เป็นต้น"


 
นอกจากนี้ การที่ตลาดใหญ่ขึ้นก็สามารถจำหน่ายสินค้าได้ใหญ่เพิ่มขึ้น สามารถขยายตลาดไปนอกกลุ่มได้ ผู้ส่งออกจะมีตลาดที่กว้างขึ้น เปิดโอกาส ได้ประโยชน์จากคู่เจรจาส่งออกไปอาเซียนได้ เป็นประตูการค้า ไปสู่เอเชีย อาทิ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น อินเดีย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ที่มีประชากรกว่า 3,280 ล้านคน

 

นางพรทิวา กล่าวว่า ทางกระทรวงพาณิชย์มียุทธศาสตร์ในการเตรียมพร้อมการเป็น AEC ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นกระทรวงหลักในการดำเนินการให้ประชาชนเข้าใจและเตรียมพร้อม เพื่อให้ไทยต้องก้าวไปพร้อมๆ กับสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ ทั้งเชิงลึกและกว้าง

 

สิ่งที่ทำให้ไทยต้องตื่นตัวจากการเปิดเสรีAFTA เนื่องจากนโบบายเศรษฐกิจแบบเปิด พึ่งการส่งออกถึง 72%ต่อจีดีพี ถือว่าเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศรวมถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายภูมิภาคสนใจการวมกลุ่มทั้งอเมริกาเหนือ (NAFTA) ,อเมริกาใต้ซิล),สหภาพยุโรป 27ประเทศ(EU) และตะวันออกกลาง รวมถึง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ตามที่ระบุไว้ในองค์การการค้าโลก (WTO )มีการรวมกลุ่มการค้าถึง 420 กลุ่ม  แสดงให้เห็นอาเซียนมีความจำเป็นในการรวมกลุ่มได้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

นอกจากนี้ บทบาทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศ จีน และอินเดีย ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างสูง หากอาเซียนไม่เร่งรัดรวมกลุ่มให้แข้มแข็งมีโอกาสสูญเสียตลาดให้กับทั้งสองประเทศ ไทยเป็นสมาชิกอาเซียน จึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการเร่งรัดการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เปิดโอกาสการค้าลงทุนให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ

 

“หากหยุดนิ่งท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจก็เท่ากับก้าวถอยหลัง จึงต้องปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า ความพร้อมในการเป็นประชาคมอาเซียนได้ประโยชน์ จากการรวมกลุ่มเต็มที่ในการเลือกซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ในคุณภาพและราคาที่เหมาะสม จากการแข่งขันในตลาด” รัฐมนตรีกล่าว

 

ไทยเป็นประเทศที่มีความพร้อมในการวมกลุ่มทั้งด้านภูมิศาสตร์ เพราะมีที่ตั้งเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงทั้งทิศเหนือ ตะวันออก และตะวันตก ในด้านของความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน สนามบิน ท่าเรือ ถนน ที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงเป็นต้นทุน ประกอบธุรกิจ ทุกประเทศให้ความสำคัญ ในเรื่องการให้เงินกู้ เชื่อมเส้นทางคมนาคม อาเซียน ก็เป็นจุดยุทธศาสตร์

 

ขณะเดียวกันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างสาธารณูปโภค รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ มีโครงสร้างพื้นฐานการผลิตภายในที่เข้มแข็งด้านการเกษตร เพราะไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญหลายชนิด อาทิ ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงสินค้าเกษตรอีกหลายรายการ ทั้งมันสำปะหลัง มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ

 

อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมเป็นฐานการผลิตในหลายอุตสาหกรรม อาทิ  สิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เป็นสินค้าส่งออก 10 อันดับแรก ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ภาคบริการก็มีความโดดเด่น เพราะมีสัดส่วน 40% ของจีดีพี ซึ่งไทยมีใจด้านบริการ จึงต้องส่งเสริมให้มีการออกไปลงทุนนอกประเทศ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร สปา และซอฟต์แวร์ ที่เข้มแข็งไม่แพ้ใคร รวมถึงด้านอาหาร ออกไปบุกตลาด  อเมริกา ญี่ปุ่น

 

You must be a registered user to comment. Click here to register.

Already a user? Click here to login.