...คุณเคยถามตัวเองไหมว่า ทุกวันนี้ระหว่างการไปเดินซื้อผ้าย่านสำเพ็ง เพื่อนำมาตัดในแบบต่างๆ ที่ชอบ กับการเดินเข้าห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ฯลฯ เพื่อซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั้น ส่วนไหนมากกว่ากัน คำตอบก็คือประการหลัง เพราะมันทันใจกว่า โดนใจกว่า ประหยัดกว่า และไม่เสียเวลา
"แบบเดิมกว่าจะเลือกผ้า กว่าจะหาแบบได้ถูกใจ ไปจ้างเขาตัด ใช้เวลาไปแล้วประมาณ 7-10 วัน กว่าจะเห็นเสื้อผ้าที่สั่งตัด แถมบางครั้งไม่ได้ดั่งใจ ต้องแก้ต้องเปลี่ยนอีก แต่ถ้าเดินไปที่ร้าน ได้เห็นแบบ ได้ลองใส่ ถูกใจไม่ถูกใจ เลือกและตัดสินใจกันเดี๋ยวนั้น 1-2 ชั่วโมงได้แล้ว"
และแฟชั่นยุคนี้มันก็หมุนเร็ว เปลี่ยนเร็ว แบบนี้ออกใหม่ที่อิตาลี ฮิตในนิวยอร์ก แค่พริบตาเดียว คลิกในอินเทอร์เน็ต คนอีกโลกหนึ่งรับรู้ได้แล้ว
ด้วยเหตุนี้เมื่อบวกกับศักยภาพของประเทศจีน ในการผลิตเป็นแมสวอลุ่มเพื่อส่งขายทั่วโลก เขาจึงได้เปรียบ การผลิตที่พร้อม ดีไซน์ที่พร้อม ที่พร้อมหมุนตามกระแสนิยมได้ทันใจ ทันเวลา จึงเป็นเรื่องที่ถูกใจผู้บริโภค ในการที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่การนิยมชมชอบสินค้าสำเร็จรูป
พิสุทธิ์ เมธากิจวรุณ หนึ่งในผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในตลาดสำเพ็ง จากลูกจ้างร้านขายผ้า ก็ผันชีวิตตัวเอง
เป็นเถ้าแก่ธุรกิจการ์เมนต์ ด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเอง "POLICE" กล่าวว่า นอกจากเรื่องของตัวบทกฎหมาย ภาษี และความไม่ชอบมาพากลของคนของรัฐ ในการสร้างกลไกที่ไม่ชอบธรรมให้เกิดขึ้นในตลาดสำเพ็งแล้ว พฤติกรรมผู้บริโภคก็เป็นส่วนสำคัญ
"เวลานี้แฟชั่นหมุนเร็วมาก เมื่อก่อนปีหนึ่งมีแค่ 3-4 คอลเล็กชั่น แต่ละคอลเล็กชั่นมีไม่กี่แบบ แต่เดี๋ยวนี้จำนวนฤดูกาลเท่าเดิม แต่ที่เปลี่ยนคือแบบเสื้อเปลี่ยนเร็วมาก 1-2 อาทิตย์ มาแบบใหม่ ดีไซน์ใหม่แล้ว พอแฟชั่นเปลี่ยนเร็ว โดนใจผู้บริโภค เพราะไม่ชอบของซ้ำๆ อยู่แล้ว จุดนี้จึงกลายแรงขับเคลื่อนที่ได้ผล ที่ทำให้ผู้บริโภคมูฟไปซื้อสินค้าแฟชั่นสำเร็จรูปแทน"
โดยที่ผู้ประกอบการไทยก็ตามไม่ทัน กว่าจะดีไซน์ กว่าจะออกแบบแพตเทิร์น แกะแบบ ตัดเย็บ ส่งขาย อย่างน้อย 30 วัน แต่ในช่วงระหว่างนี้มีสินค้าจากจีนเข้ามาใหม่ทุกอาทิตย์ แล้วจะอยู่ได้อย่างไร
และไม่ใช่แต่สินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นเท่านั้น เครื่องหนัง เข็มขัด รองเท้า รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ แอ็กเซสซอรี่ ก็ดีไซน์ไม่ทัน ไปเดินแถวถนนเสือป่า อยากได้อุปกรณ์ไปทำเครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ ไม่มีหรอกแบบใหม่ มีแต่ของเก่า ขณะที่ของจีนมีให้เลือกหลากหลายและทันแฟชั่น...ถามว่า แล้วจะอยู่กันอย่างไร
ถามถึงคนรุ่นต่อไป คนรุ่น 3 รุ่น 4 ที่จะมาสานต่อกิจการหรือ ไม่มีทางที่คนรุ่นนี้จะมาทนทำงานลำบากเหมือนพ่อ เหมือนแม่ เพราะเห็่นอยู่ทุกวัน
ฉะนั้นพัฒนาการต่อจากนี้ก็คือการเคลื่อนทัพสินค้าสำเร็จรูปจากจีนเข้าไทยในทุกประเภทสินค้า !
แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามเพื่อชวนให้คิดกันต่อ ก็คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนจากประเทศผู้ผลิตสู่การเป็นประเทศเพื่อการบริโภค ซื้อมาขายไป เหมือนสิงคโปร์ ...คนไทยพร้อมแล้วหรือ และถ้าเป็นเช่นนั้น แรงงานในภาคการผลิตต่างๆ จะไปอยู่ที่ไหน และทำอะไร และจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อ แล้วอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เคยเป็นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง ที่อยู่กันมานาน ทำไมถึงปล่อยให้ล้มครืนแบบไม่เหลืออะไร
ซึ่งถ้าปล่อยให้ "สินค้าจีน" ไหลเข้าไทยแบบไม่มีเขื่อนหรือกำแพงกั้นบ้างเช่นในเวลานี้ บทบาทเราจะได้เห็นประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากประเทศ ผู้ผลิตไปสู่ประเทศผู้บริโภคแน่ ในระยะเวลาอันใกล้นี้แน่นอน !!
ภาพการไหลเข้ามาของสินค้าจากประเทศจีน ที่เราใช้กันอยู่ตั้งแต่หัวจดเท้า ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นเรื่องของธุรกิจ !!!
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะเป็นตัวหนุนนำได้อย่างดีก็คือพฤติกรรม หรือไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งนับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้คลื่นสินค้าจากประเทศจีนประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วขึ้น
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะเป็นตัวหนุนนำได้อย่างดีก็คือพฤติกรรม หรือไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งนับเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้คลื่นสินค้าจากประเทศจีนประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วขึ้น













You must be a registered user to comment. Click here to register.
Already a user? Click here to login.